สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ในเดือนเมษายนนี้ เรายังอยู่ในช่วงของวันครอบครัว ซึ่งทั้งผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ คงได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องกันบ้างแล้ว และหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างในครอบครัวของเราก็มักจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาและสังขารของมนุษย์ ก็คงมีแต่ความรักใคร่ห่วงหาอาทรที่"เรา" จะมีให้แก่กันอย่างไม่เปลี่ยนแปลง หรืออาจจะมีให้เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะพ่อแม่ของเรานั้น ยิ่งวันเวลาผ่านไปเท่าไร หากจะมีความรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่ชอบไม่พอใจ ความโกรธเกลียดที่เรารู้สึกและสะสมมาไว้ ก็ให้เวลาเป็นเครื่องละลายเจ้าความรู้ที่ไม่ดีนี้ออกไป ด้วยการให้อภัย ไม่ถือสา และไม่เก็บเอามาคิดน้อยเนื้อต่ำใจในการกระทำที่ท่านเคยทำไว้กับเรา ดังในกรณีของคุณน้อง วัยสามสิบเจ็ดปี โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาด้วยความรู้สึกผิดว่า ที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบกับคุณแม่ เพราะทนท่านไม่ได้ เธอเล่าว่า คุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน แม่อยู่ที่บ้านน้องชาย ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนคุณพ่อเป็นอัมพาต คุณน้องรับพ่อมาดูแลอยู่ด้วยกัน ไม่มีปัญหาอะไร คุณน้องและสามีทำงานนอกบ้าน แต่ที่บ้านเธอเปิดร้านขายกาแฟเล็ก ๆ ให้ลูกจ้างเป็นผู้ดำเนินการ แต่คุณแม่ชอบนำของมาวางขาย แล้วจะมีเรื่องทะเลาะเถียงกับลูกจ้างของเธอ สุดท้ายลูกจ้างทนความวุ่นวายของคุณแม่ไม่ได้ก็จะลาออกไปหมด ทำให้เธอมีปัญหา เธอรู้สึกโกรธเพราะไม่ว่าจะพูดอะไรกับคุณแม่ คุณแม่ไม่สนใจ ไม่พยายามเข้าใจอะไร สนใจแต่ว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากเธอบ้าง ทั้งที่น้องชายเธอดูแลรับผิดชอบคุณแม่ทุกอย่าง แต่ท่านก็ยังชอบสร้างความวุ่นวายให้กับเธอเสมอ ๆ จนเธอไม่อยากจะพบเห็นคุณแม่ต่อไป ถึงวันครอบครัวก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไป แต่ก็รู้สึกผิด ที่รู้สึกและต้องประพฤติเช่นนี้ เธอถามว่า เธอควรจะทำตัวอย่างไรดี วันนี้หมดเวลาแล้ว แล้วค่อยคุยกันต่อนะคะ สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ถึงวันนี้ ยังอยู่ในเดือนที่เตือนให้ระลึกถึงความสำคัญของครอบครัว และความสำคัญของผู้สูงอายุทั่วไป ที่จำเป็นจะต้องได้รับการใส่ใจและและให้ความสำคัญอย่างจริงจังโดยการพาคุณพ่อคุณแม่และผู้สูงอายุไปรับการตรวจร่างกายประจำปี หรือหากท่านมีอาการเครียด สับสนขัดแย้ง หงุดหงิดง่ายไม่สบายใจ หรือมีอาการย้ำคิดย้ำทำ พูดจาก้าวร้าวรุกรานลูกหลานหรือเพื่อนบ้าน อาจเป็นสัญญานขอความช่วยเหลือ ให้พาท่านไปรับการตรวจสภาพจิต ได้มีโอกาสพูดคุยกับจิตแพทย์ผู้สูงวัย หรือได้มีโอกาสออกไปพบปะสังสรรค์ ไปพักผ่อนตากอากาศบ้าง และการพาพ่อแม่ไปด้วยนั้น ก็ต้องให้ความใส่ใจกับท่านเป็นพิเศษ เป็นเรื่องน่าสนใจที่ดิฉันพบว่า เมื่อคนเรายังเด็ก ๆ และพ่อแม่มีลูกหลายคน ลูก ๆ ก็หวังว่า พ่อแม่จะให้เวลาและการดูแลที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับลูกแต่ละคน แต่เมื่อพ่อแม่เราแก่ และตัวเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เรากลับหลงลืมไปว่า พ่อแม่เองก็ต้องการให้ลูกแต่ละคน ได้มาใกล้ชิด มีการพูดคุยแสดงความใส่ใจเป็นพิเศษเช่นกัน พวกเรามากมายจึงมักคิดว่า การที่พ่อแม่มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย ในตู้กับข้า ตู้เย็นมีอาหารการกินสมบูรณ์ ก็คิดว่าพอแล้ว พ่อแม่สบายแล้ว คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่ลืมคิดถึงอาหารใจ ที่พ่อแม่ต้องการได้รับความใกล้ชิดสนิทสนม การใส่ใจจากลูก ๆ อาจเป็นเพราะพวกเรามีลูก ๆ ก็มุ่งแต่จะให้การใส่ใจกับเด็ก ๆ กับลูก ๆ กับเด็ก ๆ จนคิดว่า ความรักความคิดถึงที่มีต่อพ่อแม่เท่านี้ก็พอแล้ว ความไม่สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อพ่อแม่ เป็นปัญหาและอุปสรรคสำหรับครอบครัวไทยในทุกวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่า มีผู้สูงอายุมากมายถูกทอดทิ้งในสังคมไทยทุกวันนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ