รายการวิทยุศึกษา : รายการคุยกับอรนงค์ FM.92 เวลา 09.00-14.00 น.
บทความ....ตอนที่ 81 - ตอนที่ 100
ตอนที่ 81
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ จากเรื่องของหวัดมรณะ สงครามทางสุขภาพในชีวิตประวันของพวกเรา ก็ขอเกริ่นถึงปัญหาการรบในสงครามอิรัค สักนิดหน่อย ในช่วงที่สหรัฐเริ่มจะบุกเข้าเข่นฆ่าอาหรับ ได้มีอีเมลส่งแจกจ่ายกันไปทั่ว โดยชี้ประเด็นว่า สงครามคราวนี้ เป็นการลงทุนทางธุระกิจของสหรัฐ เพราะเมื่อลงทุนทำสงครามไปแล้ว หลังจากชนะศึก สหรัฐจะได้งานก้อนใหญ่ในการฟื้นฟูประเทศ นับเป็นรายได้ที่กำไรกว่าการลงทุนทางทหารและอาวุธที่ทุ่มไปเผด็จศึกครั้งนี้ เรื่องนี้จะจริงเท็จแค่ไหน ดิฉันคงตอบไม่ได้ เพียงแต่นำมาเล่าสู่กันฟังเป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยน่าจะลองจับตาดู ขณะเดียวกันก็ควรหันมามองวิถีชีวิตทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทยดูบ้างว่า เรากำลังประพฤติตัวเหมือนประเทศตะวันตกเหล่านั้นหรือไม่ การที่แต่ละประเทศมุ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองเป็นเรื่องนำ เพียงด้วยเหตุผลที่จะยึดครองความยิ่งใหญ่ ความเป็นใหญ่ให้เหนือกว่าใคร ยอมรับการถูกหมิ่นศักดิ์ศรีไม่ได้ ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ว่าจะจริงเท็จหรือไม่ แต่หากใครมาหยาม หรือไม่เป็นพรรคพวกด้วย ก็ต้องม้วยกันไปข้างหนึ่ง ดังที่ข่าวสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐไม่สามารถยอมรับการดูหมิ่นจากซัดดัมได้ ขณะเดียวกันซัดดัมก็ไม่ใช่คนดี เพราะถ้าดี ซัดดัมคงไม่นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง ท่ามกลางความยากจนของประชาชนในประเทศขนาดที่เป็นข่าวอยู่ เมื่อผู้นำประเทศไม่อยู่ในศีลธรรม ไม่เมตตาประชาชน มุ่งแต่เอาเปรียบและทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วย ก็เป็นโอกาสให้เกิดการชักศึกเข้าบ้าน สหรัฐใช้จุดอ่อนนี้ในการโจมตี แต่ในความจริงก็อาจต้องการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ได้ ถึงวันนี้ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นรอบตัวรอบบ้านเมืองเราตลอดเวลา เราทุกคนก็น่าจะหันมาพิจารณาตนเองและสิ่งแวดล้อมให้ดี การนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น พระองค์ทรงเตือนคนไทยให้รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว มีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ และไม่เบียดเบียนเอาเปรียบผู้ใด คนไทยและประเทศไทยก็จะอยู่รอดตลอดไป สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 82

          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ในเดือนเมษายนนี้ เรายังอยู่ในช่วงของวันครอบครัว ซึ่งทั้งผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ คงได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องกันบ้างแล้ว และหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างในครอบครัวของเราก็มักจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาและสังขารของมนุษย์ ก็คงมีแต่ความรักใคร่ห่วงหาอาทรที่"เรา" จะมีให้แก่กันอย่างไม่เปลี่ยนแปลง หรืออาจจะมีให้เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะพ่อแม่ของเรานั้น ยิ่งวันเวลาผ่านไปเท่าไร หากจะมีความรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่ชอบไม่พอใจ ความโกรธเกลียดที่เรารู้สึกและสะสมมาไว้ ก็ให้เวลาเป็นเครื่องละลายเจ้าความรู้ที่ไม่ดีนี้ออกไป ด้วยการให้อภัย ไม่ถือสา และไม่เก็บเอามาคิดน้อยเนื้อต่ำใจในการกระทำที่ท่านเคยทำไว้กับเรา ดังในกรณีของคุณน้อง วัยสามสิบเจ็ดปี โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาด้วยความรู้สึกผิดว่า ที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบกับคุณแม่ เพราะทนท่านไม่ได้ เธอเล่าว่า คุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน แม่อยู่ที่บ้านน้องชาย ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนคุณพ่อเป็นอัมพาต คุณน้องรับพ่อมาดูแลอยู่ด้วยกัน ไม่มีปัญหาอะไร คุณน้องและสามีทำงานนอกบ้าน แต่ที่บ้านเธอเปิดร้านขายกาแฟเล็ก ๆ ให้ลูกจ้างเป็นผู้ดำเนินการ แต่คุณแม่ชอบนำของมาวางขาย แล้วจะมีเรื่องทะเลาะเถียงกับลูกจ้างของเธอ สุดท้ายลูกจ้างทนความวุ่นวายของคุณแม่ไม่ได้ก็จะลาออกไปหมด ทำให้เธอมีปัญหา เธอรู้สึกโกรธเพราะไม่ว่าจะพูดอะไรกับคุณแม่ คุณแม่ไม่สนใจ ไม่พยายามเข้าใจอะไร สนใจแต่ว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากเธอบ้าง ทั้งที่น้องชายเธอดูแลรับผิดชอบคุณแม่ทุกอย่าง แต่ท่านก็ยังชอบสร้างความวุ่นวายให้กับเธอเสมอ ๆ จนเธอไม่อยากจะพบเห็นคุณแม่ต่อไป ถึงวันครอบครัวก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไป แต่ก็รู้สึกผิด ที่รู้สึกและต้องประพฤติเช่นนี้ เธอถามว่า เธอควรจะทำตัวอย่างไรดี วันนี้หมดเวลาแล้ว แล้วค่อยคุยกันต่อนะคะ สวัสดีค่ะ

ตอนที่ 83
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันค้างอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาครอบครัว และความรู้สึกขัดแย้งในครอบครัว และในกรณีของคุณน้อง ที่รู้สึกไม่อยากจะพบหน้าคุณแม่ เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง คุณแม่ขอบมาวุ่นวายกับลูกจ้างในร้านขายของของคุณน้อง จนลูกจ้างลาออกกันไปหลายชุด และการจะหาลูกจ้างมาทำงานสมัยนี้ก็เป็นเรื่องยาก ทำให้ธุระกิจร้านกาแฟของคุณน้อง ไม่ได้ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น ดิฉันฟังเรื่องราวของเธอแล้วก็เข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดของเธอได้ดี เป็นเรื่องปกติที่คนเราสมัยนี้จะต้องมารายได้เพิ่มเพื่อให้พอกับค่าใช้จ่ายประจำวัน คุณน้องและน้องชายก็ได้มีการตกลงกันแล้วว่า คุณน้องดูแลคุณพ่อ และน้องชายดูแลคุณแม่ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่เพราะคุณแม่ของคุณน้อง ซึ่งคงอายุเกือบหกสิบปีหรือเกินหกสิบปีแล้ว แต่เป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ ถึงน้องชายจะดูแลอย่างดี คุณแม่ก็ยังต้องการหารายได้เสริมโดยการทำขนมหรือซื้อขนมมาฝากขายที่ร้านกาแฟคุณน้อง แต่สุดท้ายก็มีปากเสียงกับลูกจ้าง จนลูกจ้างต้องลาออกไปหมด คุณน้องรู้สึกโกรธจนไม่อยากพบหน้ามารดา ต้องคอยหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากเผลอต่อว่าคุณแม่ จะทำให้เสียน้ำใจกันต่อไป แต่ก็ทำให้ตัวเองรู้สึกผิดที่ประพฤติเช่นนั้น ความจริงความรู้สึกโกรธไม่พอใจในพฤิตกรรมของแม่ เป็นเรื่องปกติ คุณน้องอาจบอกคุณแม่ตรง ๆ ว่า ไม่อยากให้คุณแม่ลำบากหาเงินจากการขายของต่อไป หรือหากจะทำก็นำมาฝากไว้ ให้ลูกจ้างเป็นคนรับผิดชอบแทน คุณแม่ไม่ต้องทำเอง และหากทำแล้วยังไม่ได้ผล ก็คงต้องขอให้คุณแม่ยกเลิกการนำของมาวางขาย เพราะคุณน้องจะนำมาขายเอง แต่กำไรที่ได้ อาจแบ่งให้คุณแม่ใช้บ้าง คุณแม่อาจไม่มีปัญหาการเงิน แต่อาจอยากได้เงินจากลูกสาวบ้าง กรณีนี้คุณน้องเคยคิดบ้างหรือเปล่าคะ คุณแม่อาจต้องการความสนใจ ใส่ใจจากคุณน้องบ้าง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคุณพ่ออยู่กับคุณน้องและคุณน้องต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ก็ยังอยากจะรู้สึกว่า ลูกสาวช่วยเหลือดูแล สำนึกในบุญคุณของแม่ ลองคิดดูนะคะคุณน้อง ไม่ว่าท่านจะทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือโกรธ ก็ขอให้มองข้ามไม่ถือสา เพราะเวลาที่เราจะได้มีโอกาสช่วยเหลือดูแลกับท่านนั้น นับวันจะน้อยลง ก็ขอให้อดทนจนถึงที่สุดค่ะ จะได้ไม่มีคำว่าเสียใจในภายหลัง สำหรับวันนี้ ลาก่อน สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 84
         สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ ปัญหาของผู้สูงอายุนั้นมีมากมาย รวมไปถึงปัญหาสุขภาพจิต ความสับสนท้อแท้คับข้องใจ ความทุกข์ ความสุข ความผิดหวังและสมหวัง เหมือนตะกอนที่นอนก้นอยู่ก้นบึงหัวใจ รอเวลาการชะล้างกลั่นกรองให้มองเห็นความจริงในทุก ๆ สิ่งที่ผ่านมา แต่จะมีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสจะขัดกรองความหมองหม่นในหัวใจให้มันทุเลาเบาบางลง จากการทำงานให้บริการบำบัดจิตกับผู้คนมากมาย ในทุกรุ่นทุกวัยทั้งหญิงชาย โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ หาน้อยมากที่พ่อแม่จะไม่ได้คาดหวังในตัวลูก เพราะลูกคือความหวัง คือความฝันของพ่อแม่ทุกคน เพราะในชีวิตของคนเรานั้น มีความปรารถนาที่จะดำเนินการและสร้างสรรสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่ด้วยวิถีชีวิตอันซับซ้อนมากมายทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำทุกอย่างดังที่ต้องการได้ เมื่อมีลูกก็หวังจะฝากฝังความฝันและอุดมการณ์ตลอดจนความปรารถนาที่จะให้ลูกได้ทำ ได้เป็นอย่างที่พ่อแม่คิดว่าดีที่สุดในการเกิดมาเป็นคนคนหนึ่ง แต่ในการหล่อหลอมวิถีชีวิตของลูก ในฐานะคนคนหนึ่งก็ใช่ว่าจะง่ายดายและไม่ซับซ้อน ความจริงกับเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าความคาดหมายของพ่อแม่ และแม้กระทั่งตัวเอง เพราะฉะนั้นบางที แทนที่จะไปสู่ความฝันอันมากมายที่รออยู่ เราอาจต้องพบกับปัญหาใหม่หรือความซับซ้อนสับสนในตัวตนของลูก ๆ ที่ยิ่งทำให้ความฝันของพ่อแม่ยิ่งดูห่างไกล นอกจากนั้น การที่พ่อแม่มีลูกหลายคน ยิ่งสร้างความสับสนวุ่นวายในการดำเนินชีวิตทั้งกับพ่อแม่และลูก ๆ มากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้คนมากมายเมื่อเข้าสู่วัยชรา ใช่ว่าปัญหาจะทุเลาเบาบางลง ตรงกันข้ามกับมีความสับสนยุ่งยากมากเพิ่มขึ้นจนเกินคณานับ ไม่ต่างไปจากตะกอนที่นอนก้นและโดนกวนจนขุ่นมัว สภาพจิตเช่นนั้นเองที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพทางร่างกาย และทางจิตใจตามมามากมาย จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนที่พ่อแม่ยังมีชีวิต ควรจะให้การดูแลใส่ใจพาพ่อแม่ไปรับการตรวจสุขาภาพร่างกายประจำปี ดูว่าท่านมีโรคอะไรแทรกซ้อนเกาะกินอยู่หรือไม่ หรืออวัยวะอะไรที่ขัดยอกใช้การไม่ถนัด หรือปัญหาโรคทางสมองซึ่งมักจะเกิดกับคนสูงอายุ เป็นต้น ปัญหาด้านสุขภาพกายหากได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และส่งผลต่อสภาพจิตใจให้แข็งแกร่ง มีพลังกายพลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป รวมถึงการพยายามพาพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ไปรับการตรวจเช็คสภาพจิตใจให้ท่านได้มีโอกาสระบายความในใจทั้งทุกข์และสุขให้ผู้คนทั่วไปได้รับเอาไว้ด้วย วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 85

           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ถึงวันนี้ ยังอยู่ในเดือนที่เตือนให้ระลึกถึงความสำคัญของครอบครัว และความสำคัญของผู้สูงอายุทั่วไป ที่จำเป็นจะต้องได้รับการใส่ใจและและให้ความสำคัญอย่างจริงจังโดยการพาคุณพ่อคุณแม่และผู้สูงอายุไปรับการตรวจร่างกายประจำปี หรือหากท่านมีอาการเครียด สับสนขัดแย้ง หงุดหงิดง่ายไม่สบายใจ หรือมีอาการย้ำคิดย้ำทำ พูดจาก้าวร้าวรุกรานลูกหลานหรือเพื่อนบ้าน อาจเป็นสัญญานขอความช่วยเหลือ ให้พาท่านไปรับการตรวจสภาพจิต ได้มีโอกาสพูดคุยกับจิตแพทย์ผู้สูงวัย หรือได้มีโอกาสออกไปพบปะสังสรรค์ ไปพักผ่อนตากอากาศบ้าง และการพาพ่อแม่ไปด้วยนั้น ก็ต้องให้ความใส่ใจกับท่านเป็นพิเศษ เป็นเรื่องน่าสนใจที่ดิฉันพบว่า เมื่อคนเรายังเด็ก ๆ และพ่อแม่มีลูกหลายคน ลูก ๆ ก็หวังว่า พ่อแม่จะให้เวลาและการดูแลที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับลูกแต่ละคน แต่เมื่อพ่อแม่เราแก่ และตัวเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เรากลับหลงลืมไปว่า พ่อแม่เองก็ต้องการให้ลูกแต่ละคน ได้มาใกล้ชิด มีการพูดคุยแสดงความใส่ใจเป็นพิเศษเช่นกัน พวกเรามากมายจึงมักคิดว่า การที่พ่อแม่มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย ในตู้กับข้า ตู้เย็นมีอาหารการกินสมบูรณ์ ก็คิดว่าพอแล้ว พ่อแม่สบายแล้ว คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่ลืมคิดถึงอาหารใจ ที่พ่อแม่ต้องการได้รับความใกล้ชิดสนิทสนม การใส่ใจจากลูก ๆ อาจเป็นเพราะพวกเรามีลูก ๆ ก็มุ่งแต่จะให้การใส่ใจกับเด็ก ๆ กับลูก ๆ กับเด็ก ๆ จนคิดว่า ความรักความคิดถึงที่มีต่อพ่อแม่เท่านี้ก็พอแล้ว ความไม่สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อพ่อแม่ เป็นปัญหาและอุปสรรคสำหรับครอบครัวไทยในทุกวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่า มีผู้สูงอายุมากมายถูกทอดทิ้งในสังคมไทยทุกวันนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ

BACK TO TOP
ตอนที่ 86
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรากำลังคุยกันถึงความต้องการของผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อวันที่ผ่านมา ดิฉันได้บอกไปแล้วว่า ความไม่สามารถแสดงความรู้สึกเอื้ออาทรต่อพ่อแม่ ทำให้พวกเราพลาดโอกาสดี ๆ ในการแสดงความเมตตา ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณของเรา ซึ่งต่างจากอดีต เรามากมายคงจำบรรยากาศที่คุณย่าคุณยายจะไปวัด ก็ต้องมีหลานสาวหลานชายคอยเดินถือเชี่ยนหมากไปส่ง ตามไปคอยรับใช้ให้ความสะดวกกับท่านที่วัด หรือเมื่ออยู่บ้าน หลาน ๆ ก็จะผลัดกันมาบีบนวดคุณตาคุณยาย เป็นการถ่ายทอดสัมผัสของความรักความเอื้ออาทร หรือมานั่งอ่านกาพย์กลอนและหนังสือดี ๆ ให้คุณปู่คุณตาคุณย่าคุณยายฟัง ได้ประโยชน์กับทั้งผู้ฟังและผู้อ่าน และเป็นการผูกพันธ์ความสัมพันธ์ในครอบครัวไว้ด้วยกัน แต่ทุกวันนี้ เด็ก ๆ ลูกหลานก็มีชีวิตไปอย่างหนึ่ง ไม่สนใจพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เพราะพ่อแม่ทำงานหนักเพื่อให้ลูกมีทุกอย่าง ยกเว้นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อผู้สูงอายุในครอบครัว เช่นกัน สื่อต่าง ๆ ที่ผลิตรายการทุกรูปแบบ ก็กลับเป็นสื่อแก้เหงาที่ไม่จำเป็นต้องให้ลูกหลานมานั่งอ่านหนังสือกาพย์กลอนให้ฟังต่อไป ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างเหินไป คนแก่ถูกจับใส่ห้องนอนพร้อมตู้โทรทัศน์ เด็ก ๆ ถูกจัดให้นั่งอยู่หน้าจอทีวีในห้องนอน แต่ละคนมีโลกส่วนตัวที่ถูกำหนด ควบคุมและอบรมสั่งสอนโดยสื่อโทรทัศน์ หรือวิทยุและวีดีโอต่าง ๆ เทคโนโลยี่ที่นำสมัยเหล่านี้เองที่ดึงดูดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ให้ห่างเหินไปจากกัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในท่ามกลางความเจริญทางวัตถุอันมากมายเหล่านี้ ผู้คนในทุกรุ่นทุกวัย กลับพบแต่ความเงียบเหงา และความก้าวร้าวในหัวใจ เหงาเพราะไม่มีคนเข้าใจและตัวเองก็ไม่เข้าใจตัวเอง ก้าวร้าวเพราะสื่อมันสอนให้แสดงแต่พฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว สื่อไม่ได้ส่อนให้มีการแสดงออกเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเช่นที่เคยผ่านมา ถึงวันนี้สังคมไทย จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ต่างไปจากหุ่นยนต์ที่แสดงความรักและเอื้ออาทรอย่างนุ่มนวลอบอุ่นไม่เป็น วันนี้ลาไปก่อนคะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 87
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันครอบครัว และวันผู้สูงอายุเพิ่งจะผ่านไป และดิฉันก็กำลังคุยถึงเรื่องผู้สูงอายุมาหลายวันแล้ว และก็ยังอยากจะคุยต่อเนื่องไปสักระยะหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ ดิฉันได้พาคุณแม่วัย 75 ปีไปอยู่ในความดูแลของ Nursing Home หรือสถานที่ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง ความจริงคุณแม่อายุ 75 ปีนับว่ายังไม่มาก หากจะเทียบกับผู้สูงอายุอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นคุณย่าของอาจารย์นรินทร์ กรินชัยวัย 92 ปี นั้นท่านยังแข็งแรงมีแรงออกไปเล่นไพ่ได้สัปดาห์ละหลายวัน หรือคุณย่าสิริ กรินชัย ท่านอายุกว่า 80 ปีก็ยังสอนวิปัสสนาลูกโยคีอยู่ได้ เพราะฉะนั้นหากญาติผุ้ใหญ่ของท่านผู้ฟัง ถึงอายุจะมากแล้ว หากท่านมีกิจกรรมอะไรทำอยู่ และยังอยากจะทำหรือสนุกอยู่ ก็ปล่อยให้ท่านทำ หรือหลายบ้านพบว่าคุณพ่อคุณแม่ยังชอบทำงานบ้านทำงานหนักอยู่ เพราะคุ้นเคยกับการทำงานหนักมาตลอดชีวิต ถึงจะร่ำรวยมีเงินมากมาย ก็เลิกไม่ได้ ลูกหลานอ้อนวอนให้อยู่เฉย ๆ อยู่นิ่งเสียบ้างก็ทำไม่ได้ พลอยทำให้ลูกหลานไม่สบายใจ เหมือนทำร้ายคนแก่ ซึ่งพิจารณาน่าเห็นใจผู้สูงอายุจำนวนมาก ที่ต้องทำงานหนักมาตลอดชีวิต เหมือนคนที่คุ้นเคยกับการวิ่งทุกวัน จนวันหนึ่งบอกให้หยุดวิ่ง ท่านก็อาจจะหกล้มหน้าขมำไปได้ เพราะฉะนั้นคงต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าให้ท่านหยุดกระทันเลยนะคะ ขณะเดียวกันก็มีครอบครัวอีกจำนวนมาก ที่ฉวยโอกาสจากผู้เฒ่าผู้ชรา เช่นในสลัาคลอดเตย ดิฉันเข้าไปหลายครั้งเพื่อไปรับฟังปัญหาของผู้แก่ผู้เฒ่าที่ตกที่นั่งเป็นแม่บ้าน บอกว่าเลี้ยงดูลูก ๆ มาหลายคนมาก พอแก่นึกว่าจะสบาย ลูก ๆ เหล่านั้นออกไปมีครอบครัวแล้วก็พาลูก ๆ ของตนเองที่ตัวเองเลี้ยงไม่ได้ มาฝากให้แม่เลี้ยงต่อ แม่เฒ่าสงสารหลาน จะปฏิเสธก็เท่ากับผลักไสเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ก็จำเป็นต้องเลี้ยงดูกันต่อไป ไหนจะอดหยากยากจน หาเงินเลี้ยงหลานแทบไม่พอ พ่อแม่มันก็ยังมาข่มขู่ขอเงินอยู่ไม่ขาด รู้สึกชีวิตวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน จะหวังพึ่งลูก ๆ ก็พึ่งไม่ได้ จะหวังอยู่อย่างสงบ ๆ ก็ไม่ได้อีก พูดไปก็ร้องไห้ไปเป็นที่น่าเห็นใจมาก คนแก่เหล่านี้ เหมือนไม่มีชีวิตเป็นของตนเอง โดยเฉพาะคุณย่าคุณยายหรือผู้หญิงเรานี้เอง วันนี้หมดเวลา พบกันใหมค่ะสวัสดี
ตอนที่ 88
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อวานนี้พูดค้างไว้เกี่ยวกับเรื่องผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็น"แม่" เป็นผู้หญิงนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจ ตอนที่กำลังเรียนหนังสือได้อ่านกลอนบทหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เนื้อหาจำได้ติดใจว่า เป็นคำพูดรำพึงของคนไข้หญิงวัยชราคนหนึ่ง ที่บอกว่า เมื่อเธอเกิดลืมตาขึ้นมานั้น ชีวิตของเธอก็มีพ่อแม่เป็นเจ้าของ เมื่อแต่งงานมีสามีมีลูก สามีกับลูกก็เป็นเจ้าของชีวิตเธอ เพราะไม่ว่าเธอจะทำอะไร ก็ต้องอยู่ในความต้องการของสามีของลูกเป็นหลัก ไม่ค่อยจะได้คิดถึงตัวเองเมื่อไร ครั้นลูกเติบใหญ่มีครอบครัวไป เธอเริ่มเข้าสู่วัยชรา หมอก็จะกลายเป็นเจ้าชีวิตไปอีกคน โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล บรรดาบุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้น ก็มองเธอเหมือนเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บางทีก็รู้สึกเหมือนตัวเราเป็นตุ๊กตา เป็นของเล่นในโรงพยาบาล อ่านกลอนบทนั้นแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยกับความรู้สึกของคนไข้หญิงท่านนั้น แต่ทุกอย่างไม่ชัดเจนเท่ากับชีวิตจริงที่เป็นอยู่ สำหรับดิฉันในฐานะเป็นนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดแล้ว การนำเรื่องกรณีศึกษาของผู้มาขอรับคำปรึกษาแนะนำมาพูดคุย ก็เชื่อว่า ยังไม่ชัดเจนในทุกแง่มุม เท่ากับการศึกษาคนใกล้ ๆ ในชีวิตของเราเอง โดยเฉพาะคุณแม่ของดิฉันนั้น เรียกได้ว่าเป็น"ผู้หญิงไทยแท้ ๆ" คนหนึ่ง และในความเป็นผู้หญิงไทยแท้ ๆ นั้น เรื่องราวของเธอก็คงไม่ต่างไปจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "คุณแม่" ของคนทั่ว ๆ ไป ทั้งในส่วนที่ดี ๆ และส่วนที่อาจจะเป็นผลในทางลบกับลูกบางคน แต่เธอก็ไม่ต่างจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทั่วไป ก็คือ ทุกอย่างที่ทำไปและทำให้กับลูก ๆ นั้น ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว คือ "เพราะรักลูกสุดชีวิต" จนดูเหมือนกับเธอไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พรุ่งนี้พบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 89
            สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ดิฉันอยากจะคุยต่อเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่า เป็นแม่ของลูก ๆ หลายคน คุณแม่ดิฉันท่านมีบุตร 6 คน เป็นหญิงสี่คน เป็นชายสองคน คนโตเป็นหญิง ดิฉันเป็นคนรอง มีน้องชายคั่นสองคน แล้วก็มีน้องสาวอีกสองคนเล็ก ตั้งแต่เติบใหญ่ขึ้นมาดิฉันก็รู้สึก และคิดว่า คุณแม่รักและเกรงใจลูกสาวคนโตมาก เป็นความรักความเกรงใจที่มากกว่าปกติทั่วไป ไม่ว่าพี่สาวจะพูด จะสั่งหรือต้องการอะไร คุณแม่ก็จะรีบกุลีกุจอทำให้เสมอ ไม่เคยขัดใจอะไร บ่อยครั้งเป็นเรื่องที่แม่ควรจะเป็นตัวของตัวเอง แม่ก็ไม่กล้าตัดสินใจ เช่น คุณแม่แต่งตัวเสร็จด้วยชุดที่แม่เลือกแล้ว และต้องการจะใส่ไปงานนั้น ๆ ทันทีที่พี่สาวเห็นและไม่ชอบ ก็จะบอกแม่ว่า ชุดนี้ไม่สวยไม่ชอบแม่ไปเปลี่ยนใส่ชุดนั้นเถอะ ทั้ง ๆ ที่กำลังรีบ ๆ กัน แม่ก็จะลนลานรีบไปเปลี่ยนเสื้อตามคำสั่งพี่สาว บ่อยครั้งดิฉันจะคัดค้านว่า นี่แม่นะเธอ ทำไมทำกับแม่อย่างนี้ คุณแม่ก็จะหันมาทำตาดุให้ดิฉันเงียบ ไม่ยอมให้ดิฉันมีปากเสียงกับพี่ นี่เพียงตัวอย่างง่าย ๆ จากเรื่องพี่สาวคนโตก็มาน้องสาวคนเล็ก คุณแม่รักและถนอมน้ำใจมาก น้องจะทำผิดพลาดขนาดไหนแม่ไม่เคยว่ากล่าว จนบ่อยครั้งเช่นกัน ดิฉันต้องลงนั่งคุยกับคุณแม่บอกท่านว่า " แม่ควรจะเตือนน้องบ้างนะ พฤติกรรมเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ไม่เหมาะสม" คุณแม่ก็จะได้แต่พยักหน้าน้ำตาซึม ไม่ยอมพูดอะไร เพราะความรักความเกรงใจ กลัวว่าลูกจะเสียน้ำใจ และหากจะมีใครถามคุณแม่ว่า เพราะอะไร คุณแม่ถึงต้องรัก ต้องเกรงใจลูก ๆ มากขนาดนี้ แม่แทบไม่เคยใช้อำนาจในการเป็นแม่ ว่ากล่าวหรือลงโทษใครรุนแรงเลย หรือแม้แต่จะตำหนิและติเตียน กับลูกคนโตและคนเล็ก แม่ก็ไม่เคย แต่จากความใกล้ชิดและตลอดหลายสิบปีของการศึกษาพฤิตกรรมและความคิดของพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ดิฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่า นอกเหนือจากคำว่า "รัก" แล้ว แม่อธิบายหรือยอมรับว่า แม่ทำไปเพราะแม่มีเหตุผลส่วนตัวของแม่เอง เอาไว้คุยกันต่อวันพรุ่งนี้นะคะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 90
           สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ ตลอดหลายสิบปีจากประสบการณ์การให้บริการปรึกษาแนะนำกับผู้มาใช้บริการศูนย์ฮอทไลน์ ดิฉันได้พบว่า มีคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกมักจะพูดว่า พ่อแม่ไม่ยุติธรรม รักลูกไม่เท่ากัน จนทำให้หลายคนต้องบาดเจ็บมาจนโต แต่หากใครจะไปถามคุณแม่เหล่านั้น ว่าจริงหรือที่เธอรักลูกไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ทุกคนก็จะปฏิเสธว่าไม่จริง ขึ้นชื่อว่าเป็นลูก รักเท่ากันหมด เพียงแต่ เพราะบุคลิกและพฤติกรรมที่ต่างกันเป็นปัจเจกบุคคลทำให้ความใกล้ชิดสนิทสนมมีต่างกัน หรือการเข้าถึงลูกคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งเข้าได้ไม่เท่ากัน ในอีกความหมายหนึ่งคือ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะรู้จักลูกทุกคนได้ดีเสมอกัน ลูกบางคนพ่อแม่คิดว่ารู้จักดี อ่านออกง่าย แต่บางคนพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง และที่สำคัญคือวันเวลาที่ผ่านไป ก็ทำให้ลูก ๆ มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่เหมือนเดิม ที่เคยคิดว่ารู้จักอาจกลายเป็นความเข้าใจผิดได้ หรือถึงวันหนึ่งกลับตะหนักว่า ความจริงที่ผ่านมาพ่อแม่เข้าใจผิดมาตลอดก็ได้ อย่างไรก็ตามในกรณีของคุณแม่ดิฉัน ท่านบอกว่า ที่รักและเกรงใจลูกคนโตมาก เพราะแม่แต่งงานอายุยังน้อยมาก ลูกคนแรกเป็นของขวัญพิเศษสำหรับชีวิตคู่ที่จะช่วยให้พ่อแม่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยิ่งเมื่อมีลูกคนต่อ ๆ มา ลำพังแม่เลี้ยงเองไม่ไหว ลูกคนโตช่วยคอยดูแลน้องตลอด โดยเฉพาะเมื่อชีวิตคู่ของแม่ไปไม่ราบรื่น คุณแม่ต้องลำบากเลี้ยงลูกถึง 6 คนตามลำพัง ลูกสาวคนโตจึงกลายเป็นเพื่อนคู่คิดของแม่ ออกทำงานช่วยเศรษฐกิจในครอบครัว ยิ่งเมื่อพี่สาวเป็นหลักของครอบครัวในเวลาต่อมา คุณแม่และพี่สาวก็เหมือนคู่ชีวิตของกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยกันดูแลน้อง ๆ และครอบครัวมาอย่างดี แม่จึงเกรงใจพี่สาวมาก มากจนเหมือนอยู่ในโอวาทของพี่สาวตลอดมา เพราะพี่เรียนหนังสือสูงกว่า ทำงานเป็นหลักฐานมีหน้ามีตาในสังคม คุณแม่จึงทั้งชื่นชมบูชา และถือว่าพี่สาวมีบุญคุณกับคุณแม่มาก ส่วนลูกสาวคนเล็กนั้น คุณแม่บอกว่า ที่ผ่านมาสมัยก่อนฐานะครอบครัวไม่ดี อยากจะซื้อหาอะไรให้ลูก ๆ ก็ไม่มีจะให้ทั้ง ๆ ที่อยากจะให้ มาถึงตอนที่ฐานะครอบครัวมั่นคงลูกคนเล็กก็เริ่มโต พอจะมีให้ เพราะฉะนั้นคนเล็กอยากได้อะไรก็จะได้หมด นั้นคือให้คนเล็กทุกอย่างเพื่อชดเชยในส่วนที่ไม่เคยจะให้กับลูกคนอื่น ๆ วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
BACK TO TOP
ตอนที่ 91
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันอยู่ถึงเรื่องของหัวอกคนที่เป็นแม่ และมีลูกหลายคน จนทำให้แม่ต้องตกที่นั่งเลือกที่รักมักที่ชัง แม้ว่าในความจริงแม่อาจจะรักลูกทุกคนเสมอกัน เพียงแต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เหมือนเช่นกรณีของคุณแม่ดิฉันที่เล่าไปแต่ประเด็นที่สำคัญคือ การที่แม่รักลูกคนหนึ่งคนใดเป็นกรณีพิเศษนั้น มันทำให้ชีวิตแม่ต้องทุกข์โศกไปกับลูกคนนั้นมากกว่าลูกคนอื่น เพราะความรักไม่ว่าลูกคนนั้นจะประสบความสำเร็จหรือประสบเคราะห์กรรมใด แม่ก็ดูเหมือนจะตกในเรือลำเดียวกัน จนดูเหมือนว่า แม้ว่าลูก ๆ จะเติบโตมีครอบครัวมีชีวิตเป็นของตัวเขาเองกันแล้ว แต่แม่ก็ยังไม่สามารถทำใจยอมรับความสำเร็จและความพ่ายแพ้ของเขาได้ตามลำพัง นั่นคือ หากลูกประสบความสำเร็จมีความสุข แม่ก็สุขไปด้วย หากลูกล้มเหลวเป็นทุกข์ แม่ก็รู้สึกเหมือนตัวแม่เองล้มเหลวไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความล้มเหลวของแต่ละคนนั้น ไม่ใช่เพราะแม่ แต่มันเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกคนนั้นเอง แต่ในความเป็นแม่ แม่มักจะเอาทุกข์และสุขของลูกมาเป็นเครื่องกำหนดชีวิตของแม่ไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อความผิดหวังนั้นเกิดขึ้นกับลูกคนที่แม่รักมากที่สุด เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของลูกแม่จึงรับเอาความผิดหวังล้มเหลวนั้นมาเป็นความผิดของแม่ไปด้วย และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ของดิฉัน ซึ่งปกติเป็นผู้หญิงแข็งแรงรูปร่างสูงใหญ่ เคยเป็นที่พึ่งของลูก ๆ มาตลอดแม่จึงล้มป่วยลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา แม่แทบไม่เคยรู้จักคำว่าไม่สบายหรือเจ็บป่วยเลย แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี แม่ก็ดูแก่ชราจนไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองได้ต่อไป ทุกครั้งทุกวันที่ดิฉันลงนั่งข้าง ๆ เตียงนอนแม่ แล้วก็รู้สึกว่า ชีวิตของแม่ ของผู้หญิงคนนี้เหมือนไม่เคยได้รู้จักกับคำว่าอิสระภาพ หรือความเป็นตัวของตัวเองเลย ที่ผ่านมา แม่เหมือนเชลยรัก เชลยศึก และศึกครั้งนี้ของแม่ดูจะหนักหนาสาหัสมาก มากจนเกรงว่า จะพาแม่ออกมาไม่ได้ วันนี้หมดเวลาแล้ว สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 92
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันอยู่ถึงความเจ็บไข้ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ ผู้สูงอายุโดยเฉพาะคุณแม่ของดิฉันเอง ซึ่งท่านมีอายุเพียง 75 ปี แต่ความเจ็บไข้ทำให้อ่อนแอมากกว่าคนวัยเดียวกันมากมาย ความจริงถามว่าคุณแม่มีโรคอะไรร้ายแรงไหม หมอบอกว่าแม่ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงเลย โรคมะเร็ง เบาหวานหรือความดันที่คนแก่ชอบเป็นกัน คุณแม่ไม่เป็นอะไรเลย ท่านเคยผ่าตัดไทรอยที่คอแล้วก็รับประทานยามาตลอดหลายปีนี้ ท่านมีอาการของโรคอาวไซเมอร์คือมีอาการหลงลืมเป็นระยะ ๆ แล้วก็ตามด้วยโรคพากินสัน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ทางสมองเริ่มเสื่อมหรือฝ่อลง ทำให้เกิดอาการเกร็ง สั่น แขนขาเกร็ง หยิบจับอะไรไม่ได้ ซึ่งหากปล่อยให้นอนนาน ๆ ในท่าเดียวไม่ลุกขึ้นเดินออกกำลังกาย ก็จะยิ่งทำให้แขนขาเกร็งมากขึ้น และนอนนาน ๆ ก็จะมีแผลที่เกิดจากการนอนนาน ๆ เกิดขึ้นด้วย ปกติในแต่ละปี คุณแม่จะเข้าโรงพยาบาลเอกชนเพื่อตรวจสอบสุขภาพ เพื่อรับการบำบัดให้แข็งแรงสักระยะหนึ่งแล้วก็กลับบ้าน เพราะท่านอยู่กับพี่สาวของดิฉันมาตั้งแต่ต้น โดยมีผู้ช่วยดูแลคนชราจากศูนย์แห่งหนึ่งมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา ส่วนดิฉันนั้น ได้แยกกันอยู่อีกบ้านหนึ่งมานานแล้ว โดยเฉพาะคุณแม่ต้องการหรือเลือกที่จะอยู่กับพี่สาวคนโตคนนี้คนเดียวเท่านั้น ทุกอย่างจึงเหมือนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่สาวคนเดียว เพราะฉะนั้นจึงเหมือน"ความรัก" พาคุณแม่ไปอยู่ในสถานะภาพเป็น "จำเลยรัก" ของลูกสาวตนโต ในขณะที่ลูกคนอื่น ๆ จะไม่สามารถมีสิทธิ์มีเสียงหรือเข้าไปช่วยเหลืออะไรแม่โดยตรงไม่ได้ นอกจากจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ เ พราะลูก ๆ ทุก ๆ คนของแม่มีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน อาชีพก็ต่างกัน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการแม่ให้มาอยู่ด้วยแต่คุณแม่ต้องการจะอยู่เคียงข้างลูกคนโตคนเดียว จนกระทั่งพี่สาวรู้สึกว่าดูแลแม่ต่อไปไม่ไหว ลูกคนอื่นรวมทั้งดิฉันจึงได้มีโอกาสรับแม่มาเข้าโรงพยาบาล และย้ายไปเข้าสถานดูแลผู้สูงอายุ ที่ชินเขตการแพทย์ เพราะมีแพทย์ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ถึงวันนี้ ลูก ๆ คนรอง ๆ ของแม่ก็ได้แต่ช่วยประคับประคองให้แม่เผชิญกับศึกในร่างกาย ให้เจ็บปวดน้อยที่สุด วันนี้ลาไปก่อนค่ะ สวัสดี
ตอนที่ 93
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ บางทีการเลี้ยงลูกเลี้ยงเด็ก ที่พ่อแม่หรือเครือญาติที่เกี่ยวข้องมีความขัดแย้ง หรือมีทัศนคติที่ต่างกัน ก็ส่งผลในทางลบกับเด็ก ๆ ได้ เช่นเดียวกันการที่พี่น้องขัดแย้งไม่สามัคคีกัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็ส่งผลถึงพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ต้องได้รับความทุกข์หรือความยากลำบากด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหากพ่อแม่ไปเลือกอยู่ข้างที่ถือทิฐิ หรือมีปัญหาด้านอารมณ์ โลภ โกรธ หลงมากกว่าปกติ ก็จะยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวลง เมื่อไม่นานมานี้ มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง โทรศัพท์มาปรึกษาหลายครั้งแล้ว เธอเล่าว่าเป็นลูกสาวคนกลาง มีพี่ชายกับน้องชาย ทุกคนแต่งงานมีครอบครัวไปหมดแล้ว พี่ชายคนโตแต่งงานมีลูกสองคน พี่สะไภ้ไม่ชอบพ่อแม่เธอ หาว่ามาจากครอบครัวคนจน ไม่อยากให้มายุ่ง พี่ชายก็ตามใจเมีย แต่บังเอิญ พ่อแม่ของเธอรักพี่ชายคนโตมาก คิดมากตลอดว่าจะฝากฝังชีวิต จะอยู่กับพี่ชายจนแก่เฒ่า แต่พี่ชายพี่สะไภ้บอกว่าบ้านเขาเล็ก มีลูกสองคนอีกไม่นานก็จะเป็นวัยรุ่น พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้พ่อแม่มาอาศัยอยู่ด้วยนาน คุณผู้หญิงที่โทรฯท่านบอกว่า เธอยังไม่มีลูก ปลูกบ้านใหม่ มีห้องว่าง และต้องการจะเลี้ยงดูพ่อแม่เอง เพราะเป็นลูกสาวคนกลางคนเดียว พ่อแม่ก็มาอยู่ด้วย แต่พ่อแม่ก็มีนิสัยที่เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้ ชอบทำอะไรตามใจตัวเองเกินไป เช่นชอบออกไปเล่นไพ่กลับบ้านดึก ๆ มาถึงก็จะส่งเสียงคุยกันดัง เธอและสามีจึงขอร้องอย่าทำเช่นนั้น เ พราะหากกลับมาดึก เธอและสามีต้องนั่งรอเปิดปิดประตู ตอนเช้าก็ต้องตื่นนอนแต่เช้าไปทำงาน ขอให้ปรับเปลี่ยนพฤฟติกรรม พ่อแม่ก็โกรธ งอน ขนเสื้อผ้าไปบ้านพี่ชายพี่สะไภ้ บอกว่าไม่ง้อเธอแล้ว อยู่บ้านลูกชายทำยังไงก็ได้ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดเป็นประจำ โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ว่า พี่ชายและพี่สะไภ้ไม่ต้องการให้พ่อแม่ไปอยู่ด้วย ครั้งนี้ก็เช่นกัน พอพ่อแม่ไปถึงบ้านโน้น เขาพูดดีด้วยและบอกว่า ให้อยู่ได้สองสามวันนะพ่อ เสร็จแล้วก็โทรศัพท์มาต่อว่าด่าทอเธอ ว่าส่งพ่อแม่ไปหาเขาทำไม เขาไม่ชอบไม่ต้องการให้ไปอยู่กับเขา คุณน้องสาวท่านนี้ จึงอัดเทปเอาไว้เลยว่าพี่ชายพี่สะไภ้พูดไม่ดีอะไรไว้บ้างเกี่ยวกับพ่อแม่ ต่อมาเธอก็ไปรับพ่อแม่กลับ และขอให้พ่อแม่ปรับปรุงพฤติกรรม พ่อแม่ก็อาละวาดว่า ฉันไม่อยู่กับแกก็ได้ ฉันจะไปอยู่กับลูกชายคนโตเมื่อไรก็ได้ เธอจึงเปิดเทปให้พ่อแม่ฟัง ว่าพี่ชายพี่สะไภ้คิดอย่างไร พ่อแม่ถึงได้เข้าใจ ตอนนี้จึงทำตัวดีขึ้น เพราะรู้ว่า ไม่สามารถจะทำงอนไปอยู่กับลูกคนโตได้ เพราะลูกคนที่พ่อแม่รักที่สุดนั้น คือคนที่ไม่ต้องการพ่อแม่เลย นั่นคือ กว่าที่พ่อแม่จะรู้จักลูกของตัวเองจริง ๆ สักคนหนึ่งนั้น บางทีอาจจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ศึกษาและทำความเข้าใจ วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 94
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ การที่เรานำพ่อแม่ของเราไปเข้ารับการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล หรือเอกชนนั้น เราคงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยนะคะ เพราะดิฉันมีประสบการณ์ในการพาคุณแม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้งด้วยกัน โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน จะเปรียบเทียบให้ฟังนะคะ ปกติดิฉันใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเป็นหลัก เผอิญโรงพยาบาลที่พาคุณแม่ไปรักษา ตัวเราเองก็เคยเป็นคนไข้ที่นี่ และถึงจะอยู่ห้องเดี่ยวหรือห้องวีไอพี ที่มีราคาพิเศษนั้น โรงพยาบาลสมัยนี้มักแวดล้อมไปด้วยตึกสูงใหญ่ หรือตักแถวโทรม ๆ มองไปทางไหนก็ดูอึมครึม ไม่สดชื่นเจริญตา หลายครั้งที่ดิฉันไปนั่งอยู่ในห้องคนไข้ นั่งมองคุณแม่แล้วเหลียวไปรอบ ๆ แล้ว รู้สึกเหมือนเราพาท่านมาขังเอาไว้ในห้องแคบ ๆ มองออกไปก็เห็นแต่ตึกแถวหรือตึกสูง ๆ แออัดไปหมด แล้วก็คิดต่อไปว่า คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ของเรา ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำมาเนิ่นนาน ถึงวันที่เจ็บป่วยต้องพักผ่อนหรือรับการรักษาพยาบาล น่าที่จะมีสถานที่ที่โล่งกว้าง มีต้นไม้ มีอากาศที่สดชื่น เป็นธรรมชาติให้ความรู้สึกที่สงบร่มเย็นมากกว่าความแออัดจอแจเหล่านี้ โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่เป็นเอกชนเสียเงินมากมายสมัยนี้ดูไม่ค่อยคุ้มเท่าไร เพราะฉะนั้นเวลาพาคุณพ่อคุณแม่ไปรักบการรักษาดูแลที่ไหน ก็ขอให้พิจารณาสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลเอกชนอยู่สองสามแห่งใกล้ ๆ บ้านบรรยากาศกลางเมืองใหญ่ไม่ดีเลย หลายครั้งที่เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลเหล่านี้แล้ว ทำให้นึกอยากจะสร้างบ้านพักสำหรับคนชราโดยเฉพาะเลย อยากให้คนที่เรารัก เวลาที่นอนเจ็บป่วยแล้ว รู้สึกเหมือนนอนอยู่ใกล้สวรรค์ชั้นวิมาน ที่สงบ สดชื่นโล่ง โปร่งสบายตา ได้เห็นสีเขียว ๆ ของต้นไม้ ให้ได้ยินเสียงนกร้องแทนเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงอึงคนึงของรถราเบื้องล่าง นี่ก็เป็นความฝันของอรอนงค์อีกเรื่องหนึ่ง ก็ได้แต่หวังว่า จะได้มีชีวิตอยู่ทำให้ความฝันนั้นเป็นความจริง อย่างน้อยก็สำหรับตัวเราเองค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 95
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันถึงการนำคนที่เรารัก หรือคุณพ่อคุณแม่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่ดิฉันเคยส่งคุณแม่เข้าไปรับการดูแลนั้น นอกจากสิ่งแวดล้อมจะดูแออัด ในห้องเดี่ยวแคบ ๆ ที่เรียกกันว่าห้องเดี่ยวหรือห้องพิเศษก็ตาม ประเด็นที่ต้องสนใจคือ โรงพยาบาลเอกชน นั้น ส่วนใหญ่พยาบาลไม่ค่อยพอ พยาบาลวิชาชีพมีน้อย ต้องอาศัยพยาบาลผู้ช่วยอีกสองระดับ คือระดับผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งผ่านการศึกษาอบรมมาหนึ่งถึงสองปี เรียกว่า Practical Nurse ส่วนผู้ช่วยพยาบาลอีกระดับหนึ่ง เรียกว่า Nurse Aid คือทางโรงพยาบาลรับสมัครเด็กจบมัธยมสามถึงมัธยมปลายมาฝึกอบรมให้เป็นผู้ช่วยเช็ดล้างตัว ทำความสะอาดคนไข้ ทำความสะอาดเตียง ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้จะมาช่วยงานเรื่องความสกปรก ช่วยให้พยาบาลทำงานด้านรักษาดูแลคนไข้ได้มากขึ้น การมีผู้ช่วยพยาบาลมาเดินเข้าเดินออกห้องคนไข้บ่อย ๆ ก็เป็นเรื่องดี ทำให้เหมือนคนไข้ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง มีคนคอยเอาใจใส่ดูแลเสมอ ๆ ญาติที่มาเฝ้าไข้ก็สบาย ไม่ต้องทำอะไรมีคนทำให้ทุกอย่าง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้แพงกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลหลายสิบเท่าตัว แต่ถ้ามองให้ดี ๆ จะพบว่า เด็กที่มาทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลระดับ Nurse AID นั้น ถึงจะต้องชมเชยความอดทนในการทำงานของเธอเหล่านี้ แต่เพราะพื้นฐานการศึกษาน้อย และที่สำคัญคือ การขาดการอบรมตั้งแต่เด็ก ๆ จนโตขึ้น ไม่รู้จะทำอะไรหางานอะไรไม่ได้ จึงเข้ามาสู่อาชีพนี้ ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่คนเฝ้าไข้จะต้องมีความระแวดระไว และคอยอบรมสั่งสอนตักเตือนเธอเสมอ ๆ ให้รู้จักกาละเทศะในการปฏิบัติต่อ "คน" ต่อคนไข้ด้วยความระมัดระวัง อย่าปล่อยให้พ่อแม่ของเราถูกรังแก หรือถูกปฏิบัติอย่งขาดความเคารพ เพียงเพราะท่านพูดออกมาไม่ได้ หรือไม่ทัน วันนี้ลาไปก่อนค่ะสวัสดีค่ะ
BACK TO TOP
ตอนที่ 96
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่ดิฉันพาคุณแม่ไปรับการักษาพยาบาล จะมีเด็กผู้ช่วยพยาบาลคอยผลัดเปลี่ยนกันหลายคน คอยวิ่งเข้าวิ่งออกรับใช้ อย่างที่บอกคือส่วนหนึ่งเป็นเรื่องดีที่เด็กเหล่านี้ ยังรู้จักทำงานที่เป็นประโยชน์กับสังคม แต่การขาดการฝึกอบรมในเรื่องมรรยาทกับคนไข้เป็นเรื่องน่าเสียดาย ลำพังพยาบาลเอง เวลาดูแลคนไข้ ถึงจะเป็นโรงพยาบาลเอกชน ก็มักจะพูดกับคนไข้หรือญาติคนไข้ห้วน ๆ อยู่แล้ว เด็ก ๆ ผู้ช่วยเหล่านี้จึงลอกเลียนแบบรุ่นพี่ ๆ ของเธอนั่นเอง นอกจากนั้นการได้ทำงานใกล้ชิด เช็ดตัวทำความสะอาดผู้ป่วย การพยายามทำตัวเป็นกันเองกับคนไข้ บ่อยครั้งกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เช่นกรณีคุณแม่นอกหลับอยู่ ท่านจะกอดหมอนเล็ก ๆ หรือเราจะนำหมอนเล็ก ๆ มากั้นไว้ระหว่างขาทั้งสองไม่ให้เสียดสีกัน ทั้ง ๆ ที่เราเองก็ยืนอยู่ข้างเตียงคุณแม่ เด็กผู้ช่วยเหล่านี้เดินเข้ามาแล้วก็จะดึงหมอนที่กอดหรือที่คนไข้หนีบออกอย่างแรง โดยไม่สนใจว่าคนไข้กำลังหลับอยู่เปล่า ทำให้คนไข้ผวา ขนาดดิฉันยืนอยู่ยังห้ามไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าเธอจะทำอย่างนั้น เธอพูดว่า คุณยายขาเช็ดตัวหน่อยนะคะ ปากพูดมือก็ดึงพรวด ดิฉันก็จะสอนทันทีว่า เวลาจะเข้ามาแล้วดึงหมอนจะปลุกคนไข้ให้เช็ดตัวหรือรับประทานยาก็ตาม หนูควรจะมายืนจับมือท่านให้ท่านรู้สึกตัวเสียก่อนค่อยดึงหมอนออก ไม่ใช่ทำอะไรพรวดพราวเช่นนั้น คนไข้ผวาตกใจ ยิ่งคนไข้เจาะคอพูดไม่ได้ จะเป็นตาเหลือกสีหน้าตกใจของท่าน แต่ท่านพูดไม่ได้ทักท้วงไม่ได้ คนที่เป็นลูก เป็นญาติคนไข้ควรจะต้องท้วงติงทันที แต่ส่วนใหญ่จะไม่กล้า เพราะเกรงว่า พูดไปแล้วเขาไม่พอใจ เขาจะดูแลพ่อแม่เราไม่ดี กลายเป็นการปล่อยคนที่เรารักให้อยู่กับความหยาบกระด้างของบุคลากรทางการแพทย์ไปโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เขาเหล่านั้นคุ้นเคยกับ พฤติกรรมที่คุกคามทั้งคนไข้และญาติคนไข้ เพราะคนไข้รู้สึกว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ วันนี้หมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้พบกันใหม่ค่ะสวัสดีค่ะ
ตอนที่ 97
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ พฤติกรรมหรือการกระทำของบุคลกรทางการแพทย์ที่ทำไปด้วยความไม่ตั้งใจ แต่เพราะไม่มีใครอบรมหรือตักเตือน เพราะต่างเกรงผลที่จะตามมาถึงคนไข้เมื่อญาติคนไข้ไม่อยู่ หรือเกรงว่าเขาจะดูแลพ่อแม่เราไม่ดี จะแกล้งเรา เรื่องเหล่านี้ ญาติคนไข้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเรียนรู้ที่จะปกป้องคนไข้และตนเองให้มากกว่าที่ผ่านมา จากเรื่องกระชากหมอนปลุกคนไข้ต่อมา คือการไม่รู้จักกาละเทศะของเด็กผู้ช่วยพยาบาลส่วนหนึ่ง วันหนึ่งดิฉันเดินเข้าไปในห้องที่คุณแม่นอนอยู่ เด็กสาว ๆ ผู้ช่วยพยาบาลสองสามคนเพิ่งจะเช็ดตัวคุณแม่เสร็จ ทาแป้งขาวหวีผมเรียบร้อย คนหนึ่งยืนอยู่ทางข้างเตียงตรงศีรษะ และก็ดึงหูคุณแม่เล่น ท่านผู้ฟังคงนึกภาพออกนะคะ คนแก่ท่านก็หูยาวหย่อนเป็นธรรมดา เด็กสาวเหล่านี้ความจริงเธอชอบคุณแม่ เธอพูดเล่นทักทาย "คุณยายคุณยายกำลังจะได้กลับบ้านแล้วนะคะ คุณยายดีขึ้นแล้ว…" เธอพูดด้วยอย่างเป็นมิตร แต่มือเธอดึงหูของคนไข้เล่นไม่ใช่ดึงครั้งเดียว แต่ดึงปล่อย ๆ จนเห็นชัดว่ากำลังจับหูคนแก่เล่นเหมือนดึงแก้มเด็กเล่นฉันใดก็ฉันนั้น คือไม่รู้สึกตัวว่า ตัวเองกำลังกระทำในสิ่งที่ไม่สมควร ก็ต้องเตือนกันว่า "หนู ….หนูกำลังจับหูคุณแม่ของฉันเล่นนะจ้ะ ไม่สมควร ทีหลังอย่าทำเช่นนี้อีก เตือนแล้วก็ต้องบอกหัวหน้าพยาบาลให้รับรู้ไว้ จะได้ตักเตือนกันทุกคน การดูแลร่างกายทำความสะอาดคนไข้ ส่วนใหญ่ทำไปตามความเคยชิน ไม่ได้คิดว่าคนไข้มีศักดิ์และศรีที่จะต้องให้ความเคารพ ไม่ใช้เห็นเขาช่วยตัวเองไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ที่ใครจะทำอะไรก็ได้ วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 98
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เราคุยกันต่อเรื่องการดูแลรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะคนไข้ชรา ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และก็เหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะทักท้วงบอกถึงความไม่พอใจของตัวเอง เนื่องจากความเจ็บป่วยทำให้เหมือนต้องยอมจำนน ต้องปล่อยตัวเองให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ พยาบาลจนถึงผู้ช่วยของผู้ช่วยพยาบาลเป็นลำดับไป แต่ในฐานะเป็นลูก เป็นญาติคนไข้ก็ต้องคอยดูแลและท้วงติงเพื่อให้ทางโรงพยาบาลแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤิตกรรมของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเหล่านั้นเสีย เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีกว่าเดิม อย่าปล่อยให้ความกลัว ความกังวลว่าพูดไปแล้วเตือนไปแล้ว เธอเหล่านั้นจะกลับมารังแกคนไข้ของเรา ความรู้สึกและความคิดเหล่านี้พวกเรามีเหมือนกันมาตลอด จนเหมือนกับเป็นการทำให้พวกเรากลายเป็นคนดูดาย ธุระไม่ใช่ หรือเป็นการเกรงใจกันอย่างไม่เหมาะสม อย่างในกรณีคุณแม่ของดิฉันนอกจากที่เล่าไปแล้ว ยังมีกรณีการเช็ดตัวอีก หากคนของเราเข้าโรงพยาบาล ปกติโรงพยาบาลจะนำห่อเครื่องใช้มีแปรงสีฟัน ยาสีฟันผ้าเช็ดหน้าเป็นผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ หนึ่งหรือสองผืน ผู้ช่วยพยาบาลก็จะนำมาใช้เช็ดตัวคนไข้ เราควรหมั่นสำรวจถ้าซื้อหาไปเองได้ ก็ซื้อผืนเล็กแต่ให้หนาหน่อย เพราะผู้ขนหนูผืนเล้ก ๆ เ หล่านี้เช็ดไม่กี่วัน พอซักตากแล้วก็จะแห้งแข็งกระด้างหรือยังไม่ทันแห้งก็นำมาเช็ดอีก ผลที่ตามมาคือผ้าแห้งแข็งคนไข้คนแก่เจ็บระบบเพราะแรงถูของผ้าที่แข็ง นอกจากนั้น ความไม่สะอาด แห้งไม่ทัน เนื่องจากตากในห้องน้ำ ถึงเวลาก็นำมาเช็ดอีก ทำให้เกิดอาการอับชื้นแพ้เป็นผื่นคันเป็นเม็ดแดงบริเวณร่มผ้า ทำให้เราต้องจ่ายค่ายาเพิ่มขึ้นทั้ง ๆ ที่อาการนี้เกิดจากความไม่สะอาดหรือความอับชื้นที่ผู้ช่วยพยาบาลทำไว้ แต่เราต้องเป็นผู้จ่ายราคา อาการผื่นคันใต้ร่มผ้านี้ใช้เวลารักษาเป็นสัปดาห์กว่าจะหาย ญาติคนไข้จึงต้องคอยดูแลใกล้ชิดในเรื่องเหล่านี้ ที่น่ารำคาญคือ ขณะที่กำลังเช็ดตัวทำความสะอาดหรือดูแลคนไข้อยู่ เสียงโทรศัพท์มือถือที่เธอเหล่านี้พกติดตัวมาดังขึ้น แทนที่เธอจะยุติมันเสียก่อนแล้วค่อยโทรฯกลับไป เธอกลับวางมือจากคนไข้ออกไปตอบโทรศัพท์ บางทีก็ถอดถุงมือบางครั้งก็ไม่ถอด หากไม่ใส่ถุงมือแล้ว ไม่ควรออกจากห้องคนไข้ หรือเมื่อถอดแล้วกลับเข้ามา ก็เปลี่ยนถุงมือใหม่ โดยที่คนไข้เป็นผู้จ่ายราคาค่าถุงมือเหล่านี้นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล จึงควรที่ญาติคนไข้จะต้องบอกให้หัวหน้าพยาบาลได้ตักเตือนเธอ ๆ เ หล่านั้นให้มีความระมัดระวังมากขึ้น วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 99
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรากำลังคุยกันถึงการปกป้องสิทธิของผู้ป่วย โดยเฉพาะญาติผู้ป่วยที่จะต้องช่วยดูแลปกป้องสภาพร่างกายและจิตใจของคนไข้ของเรา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และบ่นไม่ได้ อย่าปล่อยให้คนไข้กลายเป็นเหยื่อของคนในโรงพยาบาลเพียงเพราะการไร้มรรยาทหรือขาดการอบรมของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ความจริงหลายครั้งดิฉันไม่อยากไปโรงพยาบาล เนื่องจากตัวเราเคยทำงานโรงพยาบาลและการบริหารจัดการก็เคยเป็นงานอาชีพของเราอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมองเห็นข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นได้เร็วกว่าคนอื่น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งค่าใช้จ่ายสูงเป็นสิบเท่าตัวของโรงพยาบาลรัฐบาล หากมาพบลักษณะการดูแลที่ไม่เหมาะสม ก็ควรจะพยาบามย้ายคนไข้ไปโรงพยาบาลรัฐบาลได้ก็จะดี ที่ผ่านมาดิฉันเคยแต่ไปโรงพยาบาลเอกชน เพราะเราคุ้นเคยกับความสะดวกและคุณภาพของโรงพยาบาลเอกชน แต่หลายปีหลังระหว่างนำคุณแม่เข้าโรงพยาบาลเอกชน ดิฉันพบว่าทัศนคติที่มีต่อโรงพยาบาลเอกชนเปลี่ยนไป เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลยังมีราคาสูงเหมือนเดิม แต่คุณภาพของคนของเจ้าหน้าที่พยาบาลทุกระดับต่ำกว่ามาตรฐานมาก ไปแล้วก็ต้องคอยเตือนคอยตำหนิ ทำให้ไม่อยากไปเพราะไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ไม่เตือนก็ไม่ได้ เพราะเขาดูแลแม่ของเราไม่ดี เราก็ต้องเตือน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลรัฐบาล คือโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ซึ่งสังกัดกทม ท่านผู้ฟังคงรู้จักนะคะ สมัยก่อนโรงพยาบาลคนกลัวกันมาก แต่ตอนนี้มีการขยายตึกใหม่เกือบยี่สิบชั้น ได้พาคุณแม่ย้ายจากโรงพยาบาลเอกชนไปอยู่ที่นี้ แล้วก็พบว่า มาตรฐานการดูแลโดยพยาบาลที่นี้ดีกว่ามาก นั้นคือบนชั้นพิเศษนั้น มีคนไข้ห้องพิเศษอยู่ 10 ห้องหรือ 10 คน พยาบาล 2 คน เป็นรุ่นระดับซี 7 ซี 8 เป็นครูอาจารย์พยาบาลกันทั้งนั้น พยาบาลเหล่านี้มีความพิเศษมาก คือญาติคนไข้ หรือหากเรามีคนเผ้าไข้ พยาบาลจะบอกเลยว่า ขอให้ช่วยเธอด้วย เพราะพยาบาลไม่พอ แต่เธอพร้อมจะสอนทุก ๆ คนที่ต้องการเรียนรู้ นับตั้งแต่การพลิกคนไข้ การเปลี่ยนผ้าปูเตียง และการให้อาหารคนไข้ทางสายยาง การเช็ดตัวทำความสะอาดคนไข้ ซึ่งหากคนไข้ต้องการความช่วยเหลือก็สามารถเรียกได้ หากใครทำอะไรไม่ได้เธอพร้อมจะช่วยจะสอน แต่หากทำไม่ได้เธอก็จะทำให้ คุณแม่อยู่ที่สามสัปดาห์ อาการแทรกซ้อนของไวรัส หรืออาการผื่นคันจากความอับชื้นก็รักษาจนหายหมด จึงได้ย้ายออกมาที่ ชินเขตการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เนื่องจากคุณแม่ต้องเจาะคอช่วยการหายใจ การนำกลับบ้าน หากสิ่งแวดล้อมไม่สะอาดพอ อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ การเข้ารับการบำบัดดูอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงจากทีมพยาบาลและผู้ช่วยจึงเป็นเรื่องจำเป็น และก็เช่นกัน หากพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ช่วยคนหนึ่งคนใด เราก็ควรต้องแจ้งให้ให้หัวหน้าพยาบาลรับรู้เพื่อฝักอบรมและตักเตือนกันต่อไป โดยปกตินักวิชาชีพที่อยู่ระดับหัวหน้า จะเข้าเรื่องเล็ก ๆ น้อยเหล่านี้ดี ไม่ต้องเกรงใจที่จะใช้สิทธิ์ของเราค่ะ วันนี้หมดเวลา พรุ่งนี้พบกันใหมทค่ะ
ตอนที่ 100
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ดังที่ดิฉันได้เกริ่นไว้แต่แรกในเรื่องของคุณแม่ ในฐานะของแม่ และในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งสรวมบทบาทมากมายในชีวิตประจำวัน เพื่อนำความสุขสงบมาสู่ครอบครัวและคนที่เธอรัก แต่เพราะความรักอีกเช่นกันที่ทำให้ "ผู้หญิงที่เป็นแม่" เหล่านี้ เหมือนติดกักตัวเอง เพราะรักจึงกระทำไปเช่นนั้น และเพราะรักจึงทำให้เกิดทุกข์ ยิ่งรักลูกคนไหนมาก ก็ยิ่งจะทุกข์มากหากลูกไม่ประสบความสำเร็จหรือลูกไม่มีความสุข ความรักนั้นทำให้ตัวเองมีสภาพเหมือนเป็นทาส เป็นเชลยรัก ต้องยอมอยู่ในเงื่อนไขและในกติกาของคนคนนั้น อย่างที่บอก เมื่อเด็กก็มีพ่อแม่เป็นเจ้าของเรา พอแต่งงานมีครอบครัว ทั้งผัวและลูกก็เป็นเจ้าของเรา ผู้หญิงเราต้องเป็นทั้งแม่ทั้งเมีย เป็นผู้ที่วิ่งทำตามความคาดหวังของลูกของผัว ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เหมือนคนที่ไม่มีอิสระ ครั้งอายุมากแก่ชราต้องมาเจ็บไข้ได้ป่วย การไปรับการรักษาพยาบาล บ่อยครั้งสถานพยาบาลก็เหมือนกรงขัง ในห้องแคบ ๆ ที่มีแพทย์พยาบาลและผู้ช่วยเหมือนผู้คุมขัง ความเจ็บป่วยช่วยตัวเองไม่ได้ทำให้กลายเป็นคนไม่มีปากเสียง ไม่กล้าลุกขึ้นทักท้วงหรือทวงสิทธิ์ที่พังมีพึงได้ในฐานะของคนคนหนึ่ง พิจารณาดูเหมือน หากเราในฐานะลูกหรือญาติคนไข้ ไม่ลุกขึ้นมาดูแลปกป้องคนไข้ หรือแม่ หรือคนที่เรารัก ก็เท่ากับเราผลักไสเขาให้ต้องได้รับโทษทันณ์ที่เพิ่มไปจากที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเราทุกคน ในฐานะเจ้าของไข้ ในฐานะเป็นลูกจะต้องให้ความใส่ใจดูแลและพิทักษ์ปกป้องพ่อแม่ของเรา ให้ท่านได้มีความสุขสงบทั้งร่างกาย จิตวิญญาน และได้รับการกคารพในศักดิ์ศรีของคนคนหนึ่ง ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อท่านต้องจากไป สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
 
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7
TOP