รายการวิทยุศึกษา : รายการคุยกับอรนงค์ FM.92 เวลา 09.00-14.00 น.
บทความ....ตอนที่ 41 - ตอนที่ 60
ตอนที่ 41
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ จะใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อคนที่เรารักเปลี่ยนใจไปเป็นอื่น โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงเรา ที่ต้องอดกลั้นอดทน ทำใจเตรียมใจ ให้อภัย รอให้เขากลับตัวกลับใจ เพราะไม่อยากจะเสียสามีไป ไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องเสียใจกับพฤติกรรมนอกใจของพ่อ ไม่อยากให้ลูกได้ชื่อว่าพ่อแม่แยกทางกัน แต่จนแล้วจนเล่า ให้เวลาเขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่เขาก็ไม่ดีขึ้น หัวจิตหัวใจของคนเราไม่ใช่อิฐใช่ปูจะได้ไม่เจ็บปวด ความเป็นคนที่มีทั้งเลือดเนื้อและชีวิตนั้น มันทำให้ความเจ็บปวดมากมายและลุกลาม ยิ่งหากเขามีพฤติกรรมคุกคาม ข่มขู่ทำร้ายร่างกายด้วย หรือด่าทอ พูดจาให้เราต้องเจ็บปวดช้ำใจ หรือแม้แสดงกิริยาเฉยชา ไม่พูด ไม่มองหน้า เหมือนเราไม่มีค่า หัวอกของผู้หญิงส่วนใหญ่ก็แทบแหลกสลายไปด้วยความเสียใจช้ำใจ ซึ่งหากเราเรียนรู้ที่จะตัด ลด อารมณ์ความเจ็บปวดเหล่านี้ลงได้บ้าง ก็พอจะมีความหวังที่จะอดทนกันต่อไปได้ แต่หาก มันมีแต่จะรู้สึกชอกช้ำแย่ลงเรื่อย ๆ เป็นความบอกช้ำที่เกินกว่าจะเยียวยา เราก็คงต้องตั้งสติและคิดหาวิธีที่จะเยียวยาใจตนเอง ไม่ให้มันแหลกสลายหรือช้ำใจตายไปเสียก่อน สิ่งแรกที่เราทุกคนที่โดนสลัดรักจะต้องคิดถึงก็คือ ให้อภัยกับการตัดสินใจของตนเอง ที่ผ่านมาเรายังให้อภัยเขาได้ ให้อภัยเขาก็เหมือนให้อภัยตัวเอง เช่นกัน ให้อภัยตนเองก็เหมือนให้อภัยเขา บอกกับตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราตัดสินใจเลือกคนผิด เราก็ได้จ่ายราคาความผิดนี้ไปด้วยเวลา และความเสียใจอันมากมาย เราจะไม่เสียเวลาหรืออะไรมากไปกว่านี้ และที่สำคัญ ขณะนี้ทั้งร่างกาย จิตใจของเรากำลังบอบช้ำ ไม่จำเป็นต้องลงโทษตัวเองด้วยการทำร้ายตนเอง คิดฆ่าตัวตาย หรือจะไปหาเรื่องรังควาญเขาให้หมดความสุขไปด้วย เอาเวลาที่มีอยู่มาบำบัดเยียวยาบาดแผลในหัวใจเราดีกว่า บอกกับตัวเองบ่อย ๆ ว่าเราต้องรักษาดูแลตัวเองให้ดีกว่าที่ผ่านมา เมื่อเขาไม่รักเรา เราก็ต้องรักตัวเองให้มากขึ้น พูดกับตัวเองเสมอ ๆ นะคะ สำรหับวันนี้ต้องลาไปก่อนค่ะ
ตอนที่ 42

          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ หากคนที่เรารักและเคยรักเรา เปลี่ยนใจไปเป็นอื่น เขาทำให้เราช้ำใจเสียใจ เขาไม่เห็นคุณค่าของเรา ก็เอาคุณค่าของเราคืนมา การที่คนคนหนึ่งที่เรารัก หมดรักหรือเปลี่ยนใจเลิกรักเรา ไม่เห็นคุณค่าของเรา ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของเราจะหมดไปด้วย เราก็ยังเป็นเรา มีคุณค่าในตัวของเราเสมอ แต่เมื่อเขาหมดรักไม่เห็นคุณค่าของเรา เอาหัวใจรักของเราคืนมา และบอกกับตัวเองเสมอ ๆ ว่า เมื่อเขาหรือเธอไม่เห็นคุณค่าของเรา เขาหรือเธอ ก็ไม่มีสิทธิที่จะมีเรา ถ้าหากที่ผ่านมาเราดีกับเขามากมาย ทุ่มกายใจทุ่มพลังใจไปให้ สารพัดจะช่วยเหลือดูแลส่งเสริมสนับสนุนให้เขาได้ดี แต่วันนี้เขาเปลี่ยนไป ไม่เป็นไร ต่อนี้ไป เราจะส่งเสริมตัวเราให้มีความสุขมาก ๆ ให้มีได้ทุกอย่างที่เคยให้เขา ทำไมดิฉันจึงพูดเช่นนี้หรือคะ เพราะจากประสบการณ์ หญิงชายมากมายทุ่มเทหัวใจรัก ความภักดีและทรัพย์สินเงินทองให้คนรักหรือคู่สมรสจะหมดตัว ลำพังตัวเองยอมลำบากทุกอย่าง หลายร้อยคู่สามีมีรถมีมือถือมีเครดิตการ์ด ภรรยายังเดินไปขึ้นรถเมล์ ฝ่ายชายเอารถไปรับหญิงอื่น ไม่สนใจภรรยา ผู้หญิงก็ยังอดทน ทนได้ทุกอย่างเพราะความรัก รักที่จะเห็นเขาสะดวกสบาย ส่วนตัวเองเป็นอย่างไรก็ช่าง ความรักประเภทนี้แหละค่ะที่หากเขาเปลี่ยนใจ ก็ต้องนับว่าเป็นโชคของเรา เพราะหากอยู่ด้วยกันต่อไป ผู้ชายร่ำรวยมีความสุขมากขึ้น แต่เรานับวันจะแย่ลงสุดท้ายเขาก็ต้องหาคนใหม่อยู่ดี เพราะเรามัวแต่จะรักเขาจนลืมรักตนเอง สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ เราทุกคนต้องตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง หากเรารู้คุณค่าของตนเอง คนอื่นเขาก็จะตระหนักเช่นกัน หากเรารักตนเอง เราก็จะรู้และเข้าใจว่า คนดี ๆ อย่างเรา เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีคนมารัก และหากเขาไม่รักเรา เขาหรือเธอเปลี่ยนไป เขานั่นแหละผิดปกติ ไม่ใช่เรา วันนี้เวลาหมดแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ

ตอนที่ 43
         สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อวันก่อน เราพูดกันถึงคุณค่าของคนเรานั้น มันมีอยู่ในตัวตนของเราเสมอ หากใครจะเลิกรักหรือเปลี่ยนใจไป ไม่ทำให้คุณค่าของเราเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขาหรือเธอไม่เห็นคุณค่าเรา หมดรักเรา เราก็ต้องหันกลับมารักตัวเองให้มากขึ้น เห็นคุณค่าของตนเองให้มากขึ้น และยอมรับความจริงที่ว่า เมื่อใครไม่เห็นค่าขอบเรา เขาก็ไม่มีสิทธิที่จะมีเรา เพราะฉะนั้นเอาหัวใจรักและความซื่อสัตย์ภักดีของเราคืนมา เพื่อจะเราจะได้เป็นอิสระจากความเจ็บปวดทั้งปวง เพราะขึ้นชื่อว่าความรัก เป็นเรื่องดี เป็นความดีงาม หากความรักสร้างความเจ็บปวดและความชอกช้ำใจ บางที นั้นอาจจะไม่ใช่ความรักต่อไป เพราะฉะนั้นรักที่สร้างความทุกข์ เมื่อถึงเวลาหนึ่งของความอดทน เราก็คงต้องค่อย ๆ ปล่อยมันไป ไม่ไปยึดเหนี่ยวดึงรั้ง หรือฉุดกระชากจะให้มันคืนมา เพราะในความบาดเจ็บทุกข์ทรมานนั้น คนที่จ่ายราคาความเจ็บปวดก็คือเรา และเราอีกเช่นกันที่สามารถจะให้อิสระภาพและความสงบกับจิใตของตัวเราเองได้ หากสามีหรือคู่สมรสของเรา ทอดทิ้งจากไปทำอย่าไรเขาก็ไม่สนใจจะกลับมา ประเภท"กู่ไม่กลับ" อีกต่อไปแล้ว เราก็คงต้องตั้งสติ ตั้งใจที่จะประคับประคองตัวเราและลูก ๆ ให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ หัวกลับมาพิจารณาหาทางดูแลตัวเอง หากเคยทำงานก็ทำงานต่อไป หากไม่เคยทำงานหรือเขาให้ออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้าน สมัยที่เรายังรักกัน ถึงวันนี้เขาทิ้งไป การจะเริ่มต้นใหม่ออกจะเป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อย ประสบการณ์ของการใช้ชีวิตครอบครัวก็คงพอจะทำให้เราสามารถหางานทำ ตั้งต้นชีวิตใหม่ หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองโทรฯปรึกษาศูนย์ฮอทไลน์ก็ได้ค่ะ สำหรับวันนี้ ลาก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 44
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ความเป็นสามีภรรยา หรือคู่รักกันนั้น เมื่อถึงที่สุดแล้วหากต้องตัดใจ ก็คงทำได้ เหมือนสิ้นสุดสายสวาท เราก็ต่างคนต่างไปกัน แต่หากมีลูก ๆ ด้วย การจะแยกทางต่างคนต่างไป ดูเป็นเรื่องยากมาก เพราะลูกไม่ได้มีความผิดร่วมอยู่ด้วย เด็กทุกคนต้องการทั้งพ่อและแม่ ระหว่างเส้นทางการเจริญเติบโต การที่ผู้หญิงเสียสามี ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกจะต้องเสียพ่อด้วย หรือหากเสียภรรยา ลูก ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียแม่ไปด้วย นั่นคือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก แม่กับลูกจะต้องดำเนินกันต่อไป การที่พบว่าคู่สมรสนอกใจ ไม่ซื่อสัตย์ ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียใจ ผู้ที่กำลังอยู่ในอารมณ์ของความท้อแม้สิ้นหวังหมดหวังหมดกำลังใจ ก็ไม่ควรจะใช้อารมณ์ในการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเข้ามาร่วมรับรู้ความเจ็บปวดด้วย โดยเฉพาะไม่ควรจะดึงลูกมาเป็นฝ่ายตน เพื่อลูกจะได้เกลียดโกรธอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นคือไม่ยุยงส่งเสริมให้ลูกมีปฏิกริยากับพฤติกรรมของคู่สมรส เก็บรักษาความขัดแย้งไม่ลงรอยนี้ไว้ระหว่างคู่สมรสสองคน และพยายามจะช่วยให้ลูกสามารถมีพ่อและแม่ไป แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาจะยุติลงแล้ว แต่ให้โอกาสลูก ๆ ที่จะมีพ่อแม่และรักพ่อแม่ของเขาต่อไป ในหลาย ๆ ครอบครัวเมื่อฝ่ายชายเปลี่ยนไป หรือภรรยาพบรักใหม่ คู่สมรสต่างพากันแย่งชิงความรักของลูก ต้องการให้ลูกโกรธเกลียดฝ่ายตรงข้าม โดยลืมไปว่า การที่ลูกจะทำใจให้เกลียดพ่อหรือแม่ เกลียดคนที่เขาอยากรักนั้น เป็นความเจ็บปวดที่ทรมานเกินจะเยียวยา เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำลายหัวใจรักของลูก ๆ เลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม สวัสด่ะ
ตอนที่ 45

           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันก่อน เราคุยกันถึงเรื่องของความรู้สึกของลูก ๆ เด็ก ๆ ทีพ่อแม่มีความขัดแย้งจนถึงต้องแยกทาง ถึงหากเราต้องเสียสามี เสียภรรยา แต่ไม่จำเป็นที่ลูกจะต้องเสียพ่อหรือเสียแม่ เพียงเพราะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพยายามดึงลูกมาเป็นพรรคพวก โดยเฉพาะหากที่ผ่านมา เขาหรือเธอเป็นพ่อหรือเป็นแม่ที่ดี และยังดีอยู่ในวันนี้ หรือหากเขาจะมีพฤติกรรมที่เราไม่ชอบไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ควรจะพรากความรักความรู้สึกดี ๆ ที่ลูกมีต่อพ่อหรือมีต่อแม่ไปจากเขา เพราะความรักจากพ่อแม่ ที่เขามีต่อพ่อแม่คือความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็ก ๆ บนเส้นทางการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ กรณีเราพบว่า เมื่อสามีภรรยามีปัญหา มีความขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน ลูกตกเป็นเหยื่อความบาดเจ็บทั้งทางร่างกาย เช่นทำร้ายลูก และทางจิตใจเช่นทอดทิ้งให้อดอยาก ไม่ส่งเสียดูแต่อไป หรือทุบตีด่าทอเพื่อประชดอีกฝ่ายหนึ่ง ในกรณีนี้คงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องค่อย ๆ คุยกับลูก อธิบายเรื่องราวให้ลูกเข้าใจ เพื่อลูกจะได้หลบหลีกออกจากเหตุการณ์รุนแรงได้ การอธิบายเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมาในพฤติกรรมที่จำเป็นต้องเล่าต้องบอก และย้ำเตือนให้ลูกนึกไว้เสมอว่า พ่อหรือแม่รักลูกเสมอ แต่วิธีการแสดงออกนั้นต่างกัน แม่อาจจะบอกลูกว่ารัก และแสดงความรักด้วยการปรนนิบัติดูแลด้วยความสุภาพนุ่มนวล ในขณะที่พ่อรักลูกแต่พูดไม่เป็น แสดงออกแต่ในหนทางข่มขูบังคับ แต่หากเขาไม่รักลูก เขาคงไม่ส่งเสียดูแลลูก ชี้ให้ลูกเห็นและเข้าใจ นอกเสียจากว่า นอกจากพ่อจะไม่ส่งเสียดูแลแล้วยังรังแกทุบตีลูกเมียด้วย ก็อาจต้องชี้ให้ลูกไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง และแนะนำให้ลูกให้อภัยการขาดสติของพ่อหรือแม่ เพื่อความรู้สึกบาดเจ็บของเขาจะได้ทุเลาลง วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะสวัสดี

BACK TO TOP
ตอนที่ 46
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อวานนี้ เราคุยกันถึงความรู้สึกลูก ๆ โดยเฉพาะลูกที่ได้พบได้เห็นความหยาบคาย ดุร้ายของพ่อและแม่ หรือการกระทำ พฤติกรรมที่ไม่ดีงาม ขาดเมตตาของพ่อแม่จะแสดงกับใครก็ตาม ด้วยสัญชาติญานลึก ๆ แล้ว เด็กตระหนักถึงความผิดถูกเสมอ ถึงจะรักพ่อแม่ขนาดไหน หากเขาได้เห็นพฤติกรรมที่เลวร้าย ลึก ๆ ลงไปในจิตใจ เด็กบาดเจ็บ เจ็บปวดและทุกข์ทรมานมาก เพราะเด็กทุกคนมองพ่อแม่เหมือนพระเจ้า ผู้บรรดาทุกอย่างให้เขาได้ หากเป็นความดี หัวใจของเด็กอิ่มอาบด้วยความสุขความภาคภูมิใจ ความสงบและความงดงามในชีวิต แต่หากพ่อแม่มีพฤติกรรมชั่วร้ายในทางไม่ดี เอารัดเอาเปรียบผู้คน สนใจแต่จะเอาชนะเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะทำแล้วอ้างว่าทำไปเพื่อลูก ๆ เด็ก ๆ ก็ตระหนักด้วยจิตใต้สำนึกว่าพ่อแม่เขาเป็นเช่นไร หากแต่ความรักความรู้สึกผิด ทำให้เด็กมากมายพยายามมองข้ามความผิดพลาดความไม่ดีของพ่อแม่ พยายามจะมองให้เห็นเฉพาะสิ่งที่ดี ๆ ที่จะทำให้เขารู้สึกดี ๆ กับตัวเองและกับพ่อแม่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความบาดเจ็บเหล่านี้ก็จะส่งผลในระยะยาว เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พ่อแม่มากมายที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายทั้งทางตรงทางอ้อมกับผู้อื่น เมื่อวันหนึ่งผ่านไป แม้เขาจะเลี้ยงดูลูกให้ดีขนาดไหน เขาก็อาจจะพบว่า พฤติกรรมของลูก ๆ นั้น ไม่ได้ดีดังที่เขาอยากให้เป็น หรือดังที่เขาได้วางรากฐานความพร้อมทุกอย่างไว้ให้ นั่นเพราะลึกลงไป ลูก ๆ ซึมซับเอาความบาดเจ็บจากการรับรู้ความไม่ซื่อสัตย์ของพ่อแม่เข้าไว้ตั้งแต่เล็ก ๆ ถึงหากวันนี้พ่อจะเป็นคนดี แต่ในความไม่ดีในอดีตคือส่วนที่เขาดูดซึมเอาไว้ ไม่ต่างจากคำพังเพยที่ว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ฉันใดก็ฉันนั้น สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 47
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อสองวันก่อน คุณแม่ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนรายการ อาศัยอยู่ในจังหวัดเขตไม่ไกลไม่ใกล้กรุงเทพฯ นี่เอง คุณแม่ท่านนี้อายุได้ เกือบ 50 ปีแล้ว สามีเป็นหมออายุ 53 ปี ภรรยาน้อย อายุ 26 ปี เท่ากับลูกสาวคนโต คุณแม่บอกว่ามีลูกสาวสองคน คนโต 26 ปี คนเล็ก 15 ปี และทั้งเมียน้อยของสามีหรือของหมอนี้ อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันมากว่า 10 ปี นั่นหมายความว่า คุณหมอผู้สามีนั้น ได็เมียน้อยตั้งแต่เธออายุได้ 16 ปี ทำงานช่วยจ่ายยาอยู่ในคลีนิคคุณหมอตลอดมา คุณแม่ก็ทำงานธุรการด้วยกันที่คลีนิคแห่งนี้ตั้งแต่แต่งงาน คุณหมอทำงานโรงพยาบาล ตกเย็นก็เปิดคลีนิค ถามเธอว่าแล้วรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอบอกว่า มันชอกช้ำจนไม่รู้จะช้ำอย่างไร เคยทะเลาะเบาะแว้งกันมาตลอด แต่สุดท้ายเธอก็จำยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น เมื่อสามีขอให้เอาเด็กสาวเมียน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกัน งานในบ้านเธอจะเป็นคนทำทั้งหมดทุกอย่าง ไม่มีผู้ช่วยแม่บ้าน แต่ก็จะไปช่วยงานธุรการที่คลีนิคด้วย ส่วนเมียน้อยนั้น รับหน้าที่ทำงานเรื่องการจัดยาที่คลีนิคอย่างเดียว เธอได้พยายามอดทนจะกลายเป็นชาชิน และอยู่ในสภาพที่จำยอม เพราะสามีหมอเป็นผู้ชายที่มีความเชื่อมั่นในตนเองมาก เขาไม่เคยยอมรับว่าเขาทำผิด เขาถือว่าเป็นเรื่องปกติในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้ทำให้ลูกเมียเดือดร้อน การได้เมียอีกคนหนึ่งเขาก็เลี้ยงดูดีเหมือนกันหมด และทุกคนก็มีหน้าที่ของตนเอง คุณแม่ยอมรับว่าเธอไม่มีอิทธิพลกับสามี ตรงกันข้าม สามีเป็นใหญ่ในบ้าน พูดคำไหนคำนั้น ไม่พูดมาก แต่หากเธอโต้เถียงหรือพูดตำหนิ เขาจะโกรธมาก และจะไม่พูดกับเธอเป็นเดือน ๆ ทำให้ยิ่งอึดอัดมากขึ้น และเพราะมีลูก แต่ไม่มีอาชีพ ไม่สามารถพึ่งพิงตัวเองได้ เธอจึงอยู่ในสภาพที่ต้องอดทน เหมือนน้ำท่วมปาก คิดอยู่อย่างเดียวว่า จะต้องประคับประคองชีวิตครอบครัวและลูก ๆ ให้เดินต่อไปให้ได้ ลูกจะต้องไม่ลำบาก ลูกจะต้องได้แต่สิ่งดี ๆ เธอจึงทุ่มกายใจในการดูแลลูกสาวทั้งสองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลูกสาวคนโต ซึ่งรับเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งแต่แรก ๆ แต่เธอก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ เป็นปัญหาของพ่อแม่ ลูกไม่เกี่ยว เพราะพ่อก็ยังรับผิดชอบครอบครัวอยู่ ลูกสาวก็ปรับตัวได้ จนขณะนี้อายุ 26 ปี เรียนจบและมีงานการทำแล้ว เธอรู้สึกโล่งใจ แต่ปัญหาหนักอกขณะนี้ที่ต้องโทรฯมาปรึกษาก็คือ ลูกสาวคนเล็ก อรยุ 15 ปี มีพฤติกรรมเป็นทอมเป็นดี้ เธอไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร หรือเป็นเพราะอะไร เชิญรับฟังตอนต่อไปค่ะ วันนี้ลาไปก่อนค่ะ สวัสดี
ตอนที่ 48
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เราคุยกันค้างไว้เรื่องคุณแม่กำลังทุกข์ใจที่พบว่าลูกสาววัย 15 มีพฤติกรรมเป็นทอมดี้ ที่ว่าพฤติกรรมเป็นทอมดี้เพราะ วันหนึ่งคุณแม่เข้าบ้านมา แล้วพบว่าลูกสาวคนเล็กนี้ กำลังกอดจูบกับเพื่อนหญิงวัยไล่เลี่ย ซึ่งเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน และมักจะตามมาหาลูกสาวเธอที่บ้านเสมอ ๆ แต่เธอไม่เข้าใจไม่รู้ถึงพฤติกรรมดังกล่าวมาก่อน เมื่อถามลูกสาวว่าทำไมทำเช่นนี้ เธอก็บอกว่า เธอกับเพื่อนสาวคนนี้รักกัน คุณแม่ก็ว่า ก็รักกันอย่างเพื่อน ๆ ไม่ได้หรือ ลูกสาวเธอบอกว่า เธอรักกันมากและลึกซึ้งกว่าความเป็นเพื่อน ถึงตรงนี้คุณแม่พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะพูดเตือน จะดุว่าลูกอย่างไร ไม่อยากให้แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อบอกเรื่องนี้กับสามี ให้ลองพูดคุยเตือนลูกบ้าง เขาก็บอกว่า เขาไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้ของลูก เพราะปกติเขาก็ไม่ค่อยพูดกับลูก ๆ อยู่แล้ว หรือตั้งแต่ที่เขามีเมียน้อยและนำเมียน้อยเข้าบ้านท่ามกลางความไม่เห็นชอบของทุกคน เขาจึงห่างไปในเรื่องการพูดคุยกับลูก ๆ เมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้น แทนที่เขาจะพยายามช่วยแก้ไขหรือรับรู้ถึงความหนักใจของภรรยาในฐานะคนที่เป็นแม่ สามีของเธอกลับพูดจาประนามว่าเป็นความผิดของเธอที่เลี้ยงลูกไม่ดีเอง ทำให้เธอท้อแม้คับข้องใจและโกรธมากขึ้น เพราะดูเหมือนอะไรที่ไม่ดี ก็จะมาลงที่เธอ เธอต้องรับผิดชอบ ในขณะที่สามีไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูก ๆ คุณแม่รู้สึกสับสนว่าเธอทำผิดตรงไหน ทำไมลูกสาวคนเล็กจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งคือ พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นขณะนี้ ถือว่าเป็นปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งทำให้วัยรุ่นอ่อนไหว และสับสนกับอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง ขณะเดียวกันพฤติกรรมของเพื่อน ของกลุ่มและสังคมรอบ ๆ อาจเป็นตัวนำทำให้เด็ก ๆ พยายามทำตัวให้สอดคล้องต่อความต้องการของเพื่อน ๆ และของตนเองได้ ดังในกรณีของลูกสาววัย 15 ของคุณแม่ท่านนี้ อย่างไรก็ดี กรณีนี้ ดูเหมือนจะต้องหันกลับไปดูความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยว่า ทำไมเด็กหญิงวัย 15 ปีคนนี้จึงอยากเป็นผู้ชาย วันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 49
            สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกับอยู่ถึง ลูกสาววัยรุ่นที่แสดงพฤติกรรมเป็นทอมหรือชอบเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน โดยคุณแม่ท่านนี้ ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวไว้อย่างละเอียดเมื่อสองวันก่อนที่ผ่านมาว่า คุณพ่อเด็กเป็นหมอ คุณแม่เป็นแม่บ้าน ช่วยงานที่คลีนิค ทั้งสองมีลูกสาวสองคน คนโต อายุ 26 ปี เรียนจบทำงานแล้ว แต่คนเล็กอายุ 15 ปี ขณะเดียวกันคุณพ่อก็มีเมียน้อยมา 10 ปี ปัจจุบันเมียน้อยคนนี้ก็อยู่ด้วยในบ้าน ทำงานเป็นคนจัดยาที่คลีนิค เรียกได้ว่า คุณหมอได้เมียน้อยตั้งแต่เธออายุ 16 ปี เท่ากับลูกสาว แล้วก็นำมาอยู่ด้วยกัน คุณแม่เล่าว่า คุณพ่อไม่เคยสัมผัสหรือกอดอุ้มลูกสาวเลยตั้งแต่เด็กมา ยิ่งเมื่อเข้าวัยรุ่น เรื่องการกอดรัดแบบพ่อลูกไม่มี การพูดคุยยิ่งห่างเหิน ซึ่งประเมินได้ว่า อาจเป็นความรู้สึกผิดของคนที่เป็นพ่อ หรือเกรงลูกจะสับสน เนื่องจากพ่อนอนกอดกับเมียน้อยวัยเดียวกับลูกสาว เพื่อไม่ให้ลูกสับสน จึงกันตัวเองออกไป ไม่แตะต้องตัวลูกสาว เพื่อเป็นการแยกความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ แต่ลืมคิดไปว่า ลูกทุกคนเติบโตขึ้นมา พร้อมกับความโหยหิวที่จะได้รับการสัมผัสกอดรัดของพ่อแม่ การที่พ่อไม่เคยใกล้ชิดสัมผัสลูก ทำให้เด็ก ๆ บางคนรู้สึกโศกเศร้าหงอยเหงาอยู่ลึก ๆ แม้ว่าแม่จะทำหน้าที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน แต่เด็ก ๆ ก็ต้องการความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจากอ้อมแขนของพ่อเช่นกัน และที่สำคัญ ถึงแม้พ่อจะทำตัวไม่ดี ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูก แต่ภาพพจน์ของพ่อที่แสดงออกถึงความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้นำครอบครัว ส่งเสียลูกเมีย ภรรยาไม่มีปากเสียงด้วย สถานภาพทางสังคมเป็นที่ยอมรับของคนภายนอก ในความรู้สึกของเด็ก "พ่อก็ยังเป็นฮีโร่" อยู่ดี ลูก อาจจะรักแม่ ใกล้ชิดแม่ แต่บาบาทของแม่อาจไม่ประทับใจเด็กเท่าพ่อ โดยเฉพาะลูกสาวคนเล๊กที่รับรู้ว่าพ่อมีเมียเด็กมาตั้งแต่เธออายุได้เพียง 5 ขวบ จากวันนั้นจนวันนี้ ความรู้สึกผิดของพ่อ กลายเป็นบทลงโทษลูก คือพ่อไม่เคยกอดรัดลูกสาวคนเล็กอีกเลย ถึงตรงนี้ ท่านผู้ฟังคงพอจะนึกภาพหรือมองเห็นภาพของเด็กคนนี้ได้นะคะว่า ทำไมวันนี้เธอจึงกลายเป็นทอม พบกันใหม่พรุ่งนี้ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 50
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ในชีวิตที่อาจเป็นปัจจัยทำให้เด็กมีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน หรือแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับเพศของตนก็ได้ โดยเฉพาะพื้นฐานของครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมา และเป็นหรือประพฤติอย่างที่เขาเป็นอยู่ ปัญหาของคุณแม่ที่ลูกสาววัย 15 ปี แสดงความรักกอดจูบกับเพื่อนสาววัยไล่เลี่ย ทำให้คุณแม่ตกใจสับสนและอยากจะได้ความเป็นลูกสาวคืนมา ไม่อยากให้ลูกแสดงตัวเป็นผู้ชายอย่างที่กำลังแสดงอยู่ แต่เพราะในความรู้สึกขาดความรักความใกล้ชิดและอ้อมแขนอันอบอุ่นของพ่อ ขณะเดียวกันพ่อก็เป็นฮีโร่ของเด็ก ความรู้สึกสับสนขัดแย้ง ทั้งน้อยใจเสียใจแต่ก็ชื่นชมตัวพ่อมาก ทำให้เด็กหญิงคนนี้ อยากจะเป็น และอยากจะทำได้อย่างที่คุณพ่อเธอเป็นและทำอยู่ บางทีอาจเป็นการเรียกร้องความสนใจจากพ่อ ให้พ่อใส่ใจเธอบ้าง รักเธอหรือแสดงความรักเธอเหมือนที่พ่อแสดงต่อเมียน้อยวัยเเดียวกับลูกของพ่อ แต่เพราะความรู้สึกผิดของพ่อ ทำให้ไม่กล้าจะแนะนำหรือสั่งสอนลูก เกรงว่าลูกจะเกลียดจะโกรธตนมากขึ้นกว่าที่ผ่าน บนความรู้สึกและความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างพ่อและลูกสาว ทำให้พ่อไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือขอให้ลูกเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พ่อกระทำเหมือนจะเคารพสิทธิในการตัดสินใจในพฤติกรรมของลูก เพราะหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกผิดของตนเอง สุดท้ายเมื่อไม่กล้าแตะต้องว่ากล่าวลูก จึงโยนความผิดมายังภรรยา ว่าดูแลลูกไม่ดี ทำให้ลูกกลายเป็นทอม และสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่นี้ คือการแสดงความรักเด็กวัยรุ่นด้วยกันในบ้าน ความจริงคือกระจกเงาสะท้อนพฤติกรรมของคนที่เป็นพ่อ ที่ลูกได้มองเห็นตลอดมานั่นเอง พ่อไม่อยากให้ลูกไปตำหนิตน พ่อจึงไม่ต้องการจะตำหนิลูก นี่เป็นเรื่องที่น่าหนักใจแทนคนที่เป็นแม่ เพราะถึงจะพยายามดูแลลูกอย่างดี โดยไม่ได้รับความร่วมมือจากคนที่เป็นพ่อ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ปรึกษาสามีก็กลับโดนว่าโดนตำหนิกลับมา แทนที่จะช่วยคิดแก้ไข กลับกลายเป็นมีความผิดเพิ่มขึ้นอีก น่าเห็นในจริง ๆ ค่ะ เอาไว้คุยกันต่อพรุ่งนี้นะคะ สวัสดีค่ะ
BACK TO TOP
ตอนที่ 51
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ปัญหาครอบครัวเรื่องสามีภรรยา ก็นับเป็นเรื่องซับซ้อนอยู่แล้ว แต่เมื่อพฤติกรรมและการกระทำของพ่อแม่ส่งผลกลับในทางลบมายังลูก ๆ ก็ยิ่งเป็นเรื่องสับสนมากยิ่งขึ้น คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่คน เป็นสามีภรรยา จึงควรจะต้องมีความระมัดระวังและมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนให้มากยิ่งขึ้น พฤติกรรมของพ่อแม่นั้น เด็กอาจดูดซับ รับเอาเป็นตัวของเขาเองในบางส่วน หรือต่อต้านในบางลักษณะ เช่นแม่ที่รักลูกเอาใจใส่ใกล้ชิดลูก คิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ดี แต่การที่แม่ดูดี แต่กลับไม่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจพ่อไว้ได้ พ่อมีเมียน้อย ในความรู้สึกลึก ๆ ของเด็ก ถึงจะไม่พอใจในพฤติกรรมของพ่อ แต่พ่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เป็นทั้งความชังและความรู้สึกชื่นชมบูชาในเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกันแม่ดีใกล้ชิดลูก แต่ผูกใจพ่อไว้ไม่ได้ ลูกรู้สึกแม่เป็นผู้หญิงอ่อนแอ ไม่น่าชื่นชม ไม่เป็นผู้นำไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่มีอิทธิพลกับพ่อ ในส่วนนี้ลูกอาจต่อต้านและไม่อยากจะเป็นหรือไม่ต้องการเห็นตนตกอยู่ในสภาพที่แม่เป็น ลูกอาจอยากจะเป็นอะไรที่เข้มแข็ง ตัดสินใจได้ ใครว่ากล่าวไม่ได้ เหมือนที่พ่อเป็น เพราะฉะนั้น อารมณ์และความรู้สึกตรงนี้เอง ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมลอกเลียนแบบพ่อ ทำให้ลูกสาววัย 15 ปีมีความต้องการจะเป็น"ทอม" อย่างที่คุณแม่ท่านนี้นำเรื่องนี้มาปรึกษา สรุปในกรณีนี้อย่างง่าย ๆ ก็คือ เป็นไปได้ที่ลูกสาววัย 15 ปี อยากเป็นผู้ชาย เพราะชื่นชมบูชาพ่อ อยากเป็นอย่างพ่อ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอได้แต่มองพ่ออยู่ห่าง ๆ พ่อไม่เคยสัมผัสใกล้ชิด แต่พ่อมีอิทธิพลในบ้าน พ่อมีสถานภาพเป็นหมอ เป็นที่ยกย่องของคนข้างนอก ในบ้านพ่อก็สามารถเอาเมียน้อยวัยเด็กเข้ามาอยู่ด้วยได้ โดยที่แม่ไม่กล้าโต้เถียงว่ากล่าว เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะทำให้ความเยาวัยอันอ่อนไหวของเด็กสาว ต้องการเป็นที่รัก ต้องการจะรัก และอยากจะได้รับการยอมรับในฐานะของผู้ชายคนหนี่ง ซึ่งสามารถจัดการชีวิตของตนเองได้ ไม่ว่าถูกหรือผิด ก็ยังมีสิทธิจะได้รับการยอมรับจากทั้งคนในบ้านและนอกบ้าน เช่นเดียวกับที่พ่อของเธอเป็นและประพฤติอยู่ขณะนี้ สำหรับคำถามของคุณแม่ที่ว่า จะทำอย่างต่อไป เอาไว้คุยกันในวันต่อไปค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 52
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ กรณีคุณแม่วัยห้าสิบปี ถามว่าจะแก้ไขอย่างไรเมื่อลูกสาววัย 15 ปี มีพฤติกรรมเป็นทอม มีการกอดจูบกับเพื่อนสาววัยเดียวกันที่บ้าน ทำให้ทุก ๆ คนในบ้านเห็น รับรู้ และต้องการให้ยอมรับเธออย่างที่เธอเป็น เหมือนจะประกาศให้พ่อแม่เคารพสิทธิของเธอ เช่นเดียวกับที่พ่อนำเมียเด็กวัยเท่าลูกมาอยู่ร่วมกับเธอในบ้าน เธอถูกบังคับให้ยอมรับผู้หญิงวัยเดียวกับพี่สาว แต่เป็นผู้หญิงที่อยู่กินหลับนอนและได้รับความรักความใกล้ชิดจากพ่อของเธอ โดยที่แม่ก็ว่าหรือตักเตือนพ่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อส่วนลึกของเธอชื่นชมบูชาพ่อ วันนี้เธอต้องการจะเป็นเหมือนพ่อ เป็นผู้ชายที่จะแสดงพฤติกรรมอะไรก็ได้
พ่อก็ไม่กล้าว่าเพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์อันบอบบางของตนเกับลูกสาว มีแต่คุณแม่เท่านั้นที่ไม่อยาก
เห็นลูกเป็นเช่นนั้น แล้วคุณแม่จะทำอย่างไร แน่นอน ขนาดพฤติกรรมของพ่อ นำผู้หญิงวัยเท่าลูกมาอยู่ในบ้านได้อย่างไม่เกรงใจแม่หรือภรรยา แล้วแม่จะกล้าว่าลูกได้อย่างไร หากว่ากล่าวตักเตือนไป ลูกจะยิ่งมองแม่เหมือนเป็นตัวมารร้ายของลูก ทีพ่อทำไมไม่ห้าม ทำไมกับลูกต้องมาเข้มงวดด้วย สุดท้ายความโกรธต่อต้านพ่อ ความไม่พอใจกับสิ่งแวดล้อมในบ้าน กลายเป็นความรู้สึกสับสนที่จะมาลงที่ "แม่" หมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นคุณแม่คงต้องตั้งสติ และมองให้เห็นถึงผลกระทบระหว่างความสัมพันธ์ของเธอกับสามี ที่ส่งผลไปยังลูก โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเป็นวัยรุ่นขณะนี้ เพราะฉะนั้นหากที่ผ่านมา คุณแม่ท่านนี้ต้องหวานอมขมกลืนกับพฤติกรรมของสามีตลอดมา เธอก็คงยังจะต้องหวานอมขมกลืนต่อไป ทำเหมือนเธอยอมรับได้กับพฤติกรรมหรือความคิดความต้องการของลูกสาวขณะนี้ เพียงแต่พยายามอย่าเปิดโอกาสให้เด็กสาวทั้งสองอยู่กันตามลำพังเช่นที่ผ่านมา คุณแม่ต้องพยายามทำความรู้จักกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง เขาเป็นใครอยู่ที่ไหน ทำอะไร เราต้องเข้าไปทำความคุ้นเคย จะได้ความเคลื่อนไหวของลูกสาวเรา หากมีโอกาสก็น่าจะคุยกันระหว่างพ่อแม่เรื่องนี้ ว่าจะป้องกันอย่างไร ความใกล้ชิดอาจจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย ผู้ที่มีพฤติกรรมรักชอบเพศเดียวกันจำนวนมาก เริ่มจากประสบการณ์ทางเพศครั้งแรก หากเราป้องกันไม่ให้ก้าวไปถึงจุดนั้น แล้วค่อย ๆ ประคับประคองอย่างใกล้ชิดต่อไป ให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไปก่อน ก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ครั้งแรกคุณแม่ถามว่าจะส่งลูกไปอยู่โรงเรียนประจำเลยดีไหม จะได้แยกกันไป เพราะเพื่อนสาวคนนี้มาหาเสมอ ๆ โทรฯมาคุยตลอดเวลา หากคุณตัดสินใจเช่นนั้น ลูกสาวจะรู้สึกเหมือนถูกลงโทษ ยิ่งห่างไกลพ่อแม่ เกรงว่าเหตุการณ์จะยิ่งรุนแรงจนเกินจะแก้ไขกลับมาเหมือนเดิม เอาไว้คุยกันต่อพรุ่งนี้ วันนี้ หมดเวลาสวัสดีค่ะ
ตอนที่ 53
           สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ ท่านที่ติดตามเรื่องราวของ คุณแม่ที่มีลูกสาววัย 15 ปี แต่เริ่มมีพฤติกรรมรักเพศหญิงด้วยกัน คงจะพากันหนักอกหนักใจไปด้วยกันนะคะ ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจและน่าหนักใจจริง ๆ ด้วย และคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว ปัญหาวัยรุ่นทุกวันนี้ สามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่หัวใจวายกันไปตาม ๆ กันได้นะคะ เพราะสิ่งแวดล้อม และสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอออกมานั้น ล้วนแต่นำเรื่องที่ไม่น่าจะเปิดเผย ออกมาเปิดเผย ส่วนเรื่องที่ควรจะนำมาพูดคุยกัน ก็กลับปกปิดไว้ ทำให้เด็ก ๆ สับสนไม่รู้จะเชื่อใครดี คุณพ่อคุณแม่ทุกคนจึงต้องตั้งสติให้ดี หากเราจะหวังโรงเรียนไม่ได้ หวังจะให้สื่อถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ให้ไม่ได้ เราก็คงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของเด็ก ๆ ต่อไปให้ได้ เพราะเด็กนั้นเหมือนผู้ขาว ดูดซับทุกอย่างที่อยู่ใกล้ ทั้งส่วนดีส่วนเลว เด็ก ๆ เรียนรู้และดูดซับไว้หมด รอแต่ตัวแปรที่จะกระตุ้นให้นำเนื้อหาส่วนไหนออกมาใช้ หากพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดี อิทธิพลของความดีก็จะเป็นตัวนำ เช่นกัน ถึงจะเป็นตัวนำที่ดี แต่ผิดฝาผิดตัวก็ทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาอีก กังกรณีที่เล่าให้ฟังถึงปัญหาเด็กหญิงวัย 15 ปี ทำตัวเป็นทอม เพราะชื่นชมความเป็นผู้นำของพ่อ แทนที่จะลอกเลียนพฤติกรรมของแม่ ซึ่งใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่า แต่อาจอ่อนแอในความรู้สึกของเด็ก ๆ ทำให้ปฏิเสธบทบาทของมารดาหรือความเป็นผู้ตามของคุณแม่ อย่างไรก็ดี ปัญหาพฤติกรรมรักเพศเดียวกันนั้น หากคุณพ่อคุณแม่จะมองว่าเป็นปัญหา มันก็จะเป็นปัญหา แต่หากเปิดใจกว้างมองว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ ไม่ใช่ปัญหา มันก็จะไม่ใช่ปัญหา เพราะฉะนั้นทัศนคติและความคิดของพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็จะเป็นตัวชี้นำเรื่องราวต่าง ๆ ให้ยากหรือง่ายไปได้ ปรากฏการของหญิงรักหญิงและชายรักชาย จึงเป็นรสนิยมทางเพศ หรือทางเลือกอีกทางหนึ่งในสังคมที่พัฒนาแล้ว และทุกคนเปิดใจกว้าง ให้คนเหล่านั้นสามารถที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย เพราะสิทธิของความเป็นมนุษย์ของหญิงชายนั้น เท่าเทียมกันเสมอ สวัสดีสำหรับวันนี้นี้ลาไปก่อนค่ะ
ตอนที่ 54
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรากำลังคุยกันถึงเรื่องปัญหาครอบครัว และปัญหาหนึ่งซึ่งพ่อแม่จำนวนมากยอมรับไม่ได้ ก็คือ เมื่อลูกสาวหรือลูกชาย ไปรักเพศเดียวกันขึ้น หรือที่เรียกกันว่า เกย์ ทอม ดี้ ที่สังคมไทยทำให้เขากลายเป็นคนมีปัญหา เพียงเพราะผู้คนในสังคมไทย ไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับเพศของเขาเองได้ เราจึงมองว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นมีความผิดปกติไปจากเรา แล้วเราก็เลยคอยแต่จะจับจ้องเอาผิดจากเขา จนลืมไปว่า พฤติกรรมเหล่านี้ ถึงหากเราไม่ชอบ แต่ตราบใดเขาไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อน เราทุกคนต้องเรียนรู้ในการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความเป็นคนคนนั้นด้วยเช่นกัน บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ เปรียบเทียบไม่ได้เลย กับ กลุ่มผู้มีพฤติกรรมเลวร้ายค้าขายยาเสพติด ทำการค้ามนุษย์ ถึงขนาดอาชญากรจำนวนมากก็ไม่เลวร้ายเท่ากับนักการเมืองที่กินป่า กินเขากินดินกินทราย มีพฤติกรรมคอรัปชั่นจนร่ำรวยกันมหาศาล ดังที่ได้ยินได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น การจะไปกล่าวหาเอาผิดกับคนที่มีพฤติกรรมทางเพศหรือมีรสนิยมทางเพศต่างไปจากคนทั่วไปนั้นมันผิดตรงไหน ทำไมเราไม่ไปคอยจับผิดเอาผิดคนที่ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติ คนที่เป็นอาชญากรของสังคมหรือป้องกันจับผิดผู้ค้ายาบ้าน่าจะดีกว่า ส่วนที่เขาจะมีรสนิยมรักเพศเดียวกันนั้น เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน เราไม่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของเขา เราจะได้ไม่มีปัญหา หากไม่ชอบไม่พอใจก็อยู่ห่าง ๆ ไว้ แต่ถึงอย่างไร ทุกวันนี้การจะหลีกเลี่ยงไม่คบหา ไม่ใช่ทางออกที่สร้างสรรค์ การมีทัศนคติที่ดีต่อผู้ที่ชื่นชมเพศเดียวกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า พรุ่งนี้จะคุยกันต่อว่าทำไมคนเราจึงมีรสนิยมที่ไม่เหมือนกัน สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 55
 
ตอนที่ 56
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ คุณผู้หญิงท่านหนึ่งโทรฯมาปรึกษาเมื่อหลายวันก่อน ร้องไห้คร่ำครวญต้องการจะฆ่าตัวตาย ทำใจไม่ได้ที่คนรักที่อยู่กินกันมาเกือบสิบปี ทอดทิ้งไปอยู่กับหญิงอื่น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมา แฟนคนนี้มีหนี้สินมากมาย รายได้ไม่พอ แต่เธอก็ช่วยจุนเจือประคับประคองดูแลกันและกันมา จนถึงวันนี้หนี้สินก็พอจะบรรเทาเบาบางไป พอจะอยู่กันได้อย่างมีความสุข แต่เขากลับไปพบหญิงอื่นที่รวยกว่า ฐานะดีกว่า ช่วยเหลือเขาได้มากกว่า แฟนก็เลยถูกดึงไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่มากกว่า ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เธอจึงเหมือนถูกทอดทิ้ง ยิ่งปล่อยไป ไม่ช้าเขาก็คงจะไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ไม่กลับมา เธอรู้สึกเสียใจมาก น้อยใจที่ทุ่มเทให้กับเขามาตลอด คุยต่อไปสักพัก เธอจึงแก้ความเข้าใจผิดนิดหนึ่งว่า แฟนของเธอนั้นเป็นทอม วัยอ่อนกว่าเธอหลายปี ส่วนเธออายุ 40 ปีกว่า เป็นคนโสด ตั้งแต่โตขึ้นมาก็ ยุ่งแต่ทำมาหากิน เพราะฐานะครอบครัวยากจน ต้องดูแลแม่และน้อง ๆ เลี้ยงน้องจนเรียนจบมีครอบครัวแยกย้ายกันออกไป เธอก็ยังเหมือนเดิมคืออยู่กับมารดาผู้ชราภาพ และทำมาหากินเลี้ยงตนเอง ไม่เคยคบหาชายใดเป็นแฟนมาก่อน เมื่อมีผเพื่อนหญิงหรือ "ทอม" คนนี้มาอยู่ใกล้ชิด รักชอบจนอยู่กินด้วยกันเหมือนสามีภรรยาทั่วไปมากว่า สิบปี ก็หวังจะฝากผีฝากไข้ ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนไป เธอบอกว่า ลำพังเมื่อตัดสินใจอยู่กินด้วยกัน ก็อึดอัด เพราะต้องระวังต่อคำครหาของชาวบ้าน แต่เมื่อรักเขาจริง ๆ ก็ทนได้ทุกอย่าง ชีวิตที่ผ่านไปเหมือนการลงทุนร่วมกัน โดยมีเธอเองเป็นนายทุนใหญ่ เพราะต้องช่วยทอมใช้หนี้สินที่ทำกันไว้เมื่อไรเธอไม่รู้ แต่ถึงวันนี้ เมื่อเขาทิ้งไป เธอรู้สึกอับอายชาวบ้านด้วย เธอบอกว่า หากจะถูกทิ้งเพราะผู้ชายจริง ๆ มันไม่น่าเจ็บใจเสียใจเท่ากับโดนทอมทิ้ง เธออายมาก ไม่รู้จะแบกหน้ารับเรื่องนี้ได้อย่างไร และเพราะความอับอาย บวกกับความเสียใจที่ทอมเปลี่ยนใจไปนี้เอง ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป กรณีนี้ที่น่าสนใจคือ เธอเป็นสาวโสดมาตลอดไม่เคยคบหาผู้ชายจริง ๆ เพราะไม่มีเวลา อาจเพราะความเงียบเหงาว้าเหว่ เมื่อมีคนมาแสดงความเห็นใจ ใกล้ชิด ประกอบกับความใจดีอยากช่วยเหลือเขา เห็นทอมมีปัญหาจึงได้ช่วยเหลือกลายเป็นความรักระหว่าง หญิงรักหญิงที่มีบทจบลงที่ไม่ต่างจากหญิงชายอีกหลายคู่ ที่ฝ่ายชายเป็นผู้ทอดทิ้งไป การได้ชื่อว่าเป็นหญิงรักหญิงจึงเกิดขึ้นเพราะความเหงา และเพราะความใกล้ชิดเป็นประเด็นสำคัญ โดยที่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กมา เธอไม่ได้มีจิตใจที่จะชอบผู้หญิงด้วยกันมาก่อนเลย วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะพรุ่งนี้ค่อยคุยกันต่อ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 57

           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันต่อเนื่องของพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ซึ่งดิฉันได้ให้ตัวอย่างของผู้มาเข้ารับบริการปรึกษาแนะนำจากมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ ตั้งแต่เรื่องเด็กหญิงวัย 15 ปีที่เริ่มรักชอบกับเพื่อนหญิงด้วยกัน อีกกรณีศึกษาต่อมาคือหญิงสาววัย 40 ปี ที่ใช้ชีวิตคู่อยู่กับเพื่อนสาว และต้องเสียใจอกหักเมื่อทอมตีจากไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ ประเด็นสำคัญในการที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงด้วยกัน เริ่มต้นจากความเหงา ไม่มีเพื่อน ไม่เคยคบหากับชายใด เมื่อทอมแสดงความใส่ใจดูแลและความใกล้ชิด ทำให้เกิดอารมณ์อ่อนไหวแล้วก็กลายเป็นความรักความห่วงหาอาทร จนถึงขั้นอยู่กินกันฉันสามีภรรยา แต่เมื่อเขาเปลี่ยนใจไป ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ก็เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติสำหรับคู่หญิงชายทั่วไปเช่นกัน แต่คุณผู้หญิงท่านนี้ เธอรู้สึกอับอายมาก เธอคิดว่าการถูกผู้ชายทอดทิ้ง ไม่น่าอับอาย ไม่น่าเจ็บใจเท่ากับโดนผู้หญิงด้วยกันทิ้ง ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด ที่ผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกันส่วนใหญ่มักคิดว่า การที่เลือกผู้หญิงด้วยกันเพราะผู้หญิงจะรู้จักนิสัย และเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงด้วยกันมากกว่า จึงเลือกผู้หญิงด้วยเหตุนี้ แต่เมื่อคู่รักเปลี่ยนใจไป จึงเหมือนกับจะประจานการตัดสินใจสะท้อนความเข้าใจผิด ๆ ของเธอมากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอได้รับการบำบัดและพัฒนาจิต ให้เลิกยึดติดในความเชื่อนั้น ๆ เราก็ยังจะต้องแก้โจทย์ที่เธอสร้างขึ้นต่อมา คือความอับอาย ทำให้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ จะแก้อย่างไร เอาไว้คุยกันต่อค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 58
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันอยู่ด้วยเรื่องของความรักในกลุ่มเพศเดียวกัน หรือหญิงรักหญิงและชายรักชาย หากท่านฟังเรื่องราวต่อเนื่องมา จะพบว่า ดิฉันกำลังชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวที่เกิดขึ้น อาจมีสาเหตุหรือเกิดขึ้น ตั้งแต่เด็ก ๆ เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูที่สามารถพลิกผันให้เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในวันนี้ และผู้ใหญ่คนนั้นอาจจะมีพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่ตรงกันข้ามกับเพศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของเขาก็ได้ เหมือนคำพูดที่ว่า คำว่า "เพศ" ไม่ว่าเพศหญิงเพศชายนั้น เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบทางธรรมชาติ แต่ความเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนั้น ถูกกำหนดและหล่อหลอมจากการอบรมเลี้ยงดู หรือการลอกเลียนแบบจากพ่อแม่ ดังกรณีของเด็กสาววัย 15 ปีที่กล่าวไป และหลายกรณีเกิดขึ้นจากประสบการณ์ทางเพศระหว่างการเจริญเติบโต เช่น เด็กชายมากมายในวัยรุ่น ช่วงที่ฮอร์โมนกำลังมีอิทธิพลกับอารมณ์และความรู้สึก เด็กชายที่กลายเป็นชายรักชายจำนวนมากเล่าว่า โดนผู้ชายที่รู้จัก เป็นครูพละ ครูสอนลูกเสือ หรือคนใกล้ข่มขืน จากประสบการณ์ทางเพศครั้งแรก ทำให้ติดใจ คุ้นเคยและกลายเป็นความเคยชินที่จะมีความสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกัน มากกว่าที่จะสนใจในเพศหญิง หรือผู้หญิงมากมายที่เหงา ว้าเหว่เดียวดาย ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ ได้ใกล้ชิดกับเพศเดียวกันสุดท้ายความรักความใกล้ชิด และประสบการณ์ทางเพศ ก็ทำให้หันมารักเพศเดียวกันในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้นนอกจากพฤติกรรมการรักเพศเดียวกันจะเริ่มจากการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก จากประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกแล้ว จากการทำงานกว่ายี่สิบปีของมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ ก็พบว่า ผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ซึ่งปกติมีเมียมีลูกอย่างธรรมดาชายทั่วไป แต่บ่อยครั้งเขาเบื่อภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันมากมายในฐานะผู้ชาย ในฐานะผู้นำ ผู้ชายเหล่านี้ได้เปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้หญิง เป็นภรรยาเพื่อจะได้รับการเลี้ยงดู เรื่องนี้เราก็พบบ่อย หรือกรณีแม่บ้านที่เบื่อสามีเจ้าชู้ ไม่รับผิดชอบครอบครัว นานไปก็เลิกแล้วหันมาอยู่กินกับผู้หญิงด้วยกันก็มี เอาไว้คุยกันต่อสัปดาห์หน้าค่ะ วันนี้สวัสดี
ตอนที่ 59
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ การทำงานกับผู้มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ไม่ว่าหญิงรักหญิงหรือชายรักชายเป็นเรื่องปกติสำหรับนักจิตวิทยาของมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ทุกคนนะคะ เพราะเราอยู่กับงานเหล่านี้มานาน เรื่องราวจึงมีมากมาย และปัญหาก็คล้ายคลึงกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ลักษณะบุคลิกและพื้นฐานทางจิตใจและคุณสมบัติส่วนตัว เป็นความแต่งต่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้หญิงและผู้ชายจำนวนมากสมัยนี้ ที่เคยมีพฤติกกรมปกติเหมือนทั่วไป คือเคยเป็นสามี เป็นภรรยา มีครอบครัว แต่แล้ววันหนึ่ง ก็ลุกขึ้นมาเป็น หรือเลือกคู่ครองที่ตรงกันข้ามกับที่เคยมี เช่น คุณผู้หญิงคนหนึ่ง สามีเปิดร้านขายเบียร์ขายเหล้าเคล้านารี ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะทำงานอยู่กินในสถานบันเทิงที่ตัวสร้างขึ้น ปล่อยลูกเมียใช้เงินตามลำพัง ไม่เคยดูแลหรือทำหน้าที่เป็นพ่อเป็นสามีจริง ๆ วันหนึ่งภรรยาจึงลุกขึ้นขอหย่า เพราะเบื่อเหลือเกิน แล้วภรรยาก็ไปอยู่กินกับทอม หรือผู้หญิงด้วยกันนั่นเอง ความจริงเรื่องก็น่าจะจบลงอย่างมีความสุขเพราะทอมก็เป็นคนดี แต่สามีเก่าก็ตามหึงหวงอาละวาดขอคืนดีด้วย เขาบอกว่าเจ็บใจมากที่ภรรยามาาอยู่กินกับทอม ทำให้เขาอับอายเสียหน้ามาก หากเมียจะไปเลือกชายใดก็ไม่น่าโมโหเท่ากับมาอยู่กินกับทอม นั่นเป็นความรู้สึกของอดีตสามีที่เป็นชายเต็มตัวนะคะ ส่วนภรรยา ต่อมาก็พาแฟนทอมมาปรึกษา เธอยังอยู่ในระหว่างการปรับตัวอยู่กินกับผู้หญิงด้วยกัน และมีลูกชาย ไม่รู้จะอธิบายกับลูกชายอย่างไร แต่กรณีนี้เธอมีอารมณ์ขันดีนะคะ เธอเล่าว่า อยู่กับสามีผู้ชายเราก็ต่างคนต่างอยู่ เราไม่ต้องดูแลเขาเรื่องซักชั้นใน แต่มาอยู่กับทอม เธอพูดว่า มันรู้สึกแปลก ๆ นะคะพี่ เพราะทุกวันนี้ หนูต้องซักเสื้อชั้นในสองตัวในแต่ละวัน คือตัวหนึ่งของเขา และกับของเรา มันรู้สึกแปลก ๆ ค่ะ สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 60
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ มาคุยกันต่ออีกซักหน่อย สำหรับกรณีหญิงรักหญิงและชายรักชายนะคะ เมื่อวานเราคุยกันถึงความรู้สึกแปลก ๆ ของคุณผู้หญิงที่เลิกร้างกับสามีชายมาอยู่กินกับทอมด้วยกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็คงต้องเรียนรู้ในการปรับตัวให้เข้ากันได้ ยอมรับกันได้บ้างจะได้ อย่างน้อยที่สุดก็พอจะทนกันต่อไป สำหรับความรู้สึกแปลก ๆ นี่บางทีก็เกิดกับเจ้าหน้าที่ฮอทไลน์ได้เหมือนกันนะคะ คือบ่อยครั้ง โดยเฉพาะสมัยที่งานในหน้าที่ของฮอทไลน์จะไม่มากเท่าปัจจุบัน วันเสาร์หรืออาทิตย์ เราก็จะจัดกลุ่มให้ผู้ที่มาปรึกษาเรานั้น สามารถมาพบปะพูดคุยแลกแปลี่ยนความคิดกันเสมอ ๆ มีอยู่วันหนึ่งเรามีแขกที่เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายตัวโตมาทานอาหารเย็นกัน ช่วยกันทำแล้วก็ช่วยกันรับประทานกันอย่างคุ้นเคย แล้วทันใด เราก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆ เมื่อผู้ชายตัวโตที่กำลังตีน้ำสลัดทำท่ากระมิดกระเมี้ยนหน้าแดง เมื่อเธอกำลังเล่าถึงผู้ชายที่เธอหลงรัก ให้เพื่อนสาวที่เป็นทอมรูปร่างเล็กบอบบางแต่วางท่าเป็นนักเลงโต ท่าทางก้าวร้าวเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป เธอคนนี้เพิ่งจะไปตัดหน้าอกทิ้งมา และต้องการจะให้แพทย์ผ่าตัดให้เธอเป็นผู้ชายมีอวัยวะเหมือนเพศชายทั่วไปให้ได้ เพราะเธอกำลังต้องการจะแต่งงานกับแฟนสาว แต่เกรงว่าจะให้ความสุขกับภรรยาไม่ได้เต็มที่ เราหันไปมองผู้คนเหล่านั้น ทั้งหญิงชายที่ไม่พอใจในเพศของตนเองเลย แล้วก็รู้สึกแปลก ๆ และอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมธรรมชาติจึงไม่ยุติธรรมกับคนเหล่านี้เลย ทำไมไม่ให้เขาได้เป็นอย่างที่เขาอยากเป็น หรือมันเกิดอะไรขึ้น แล้วก็อดคิดเล่น ๆ ต่อไปไม่ได้ว่า หากคนเราแลกเพศกันได้ ปัญหามันจะยุติลงหรือสังคมมันจะปั่นป่วนขึ้นหนอ ก็อย่าไปจริงกับเรื่องวันนี้นักเลยค่ะ เล่าสูกันฟังบ้าง จะได้ไม่เครียดเกินไป คนจะทำงานด้านนี้ก็ต้องมีอารมณ์ขันกันบ้างเหมือนกัน ไม่งั้นเราก็จะรู้สึกแย่ ๆ ได้เช่นเดียวกันนะคะ วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่พรุ่งนี้ สวัสดีค่ะ
 
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7
TOP