รายการวิทยุศึกษา : รายการคุยกับอรนงค์ FM.92 เวลา 09.00-14.00 น.
บทความ....ตอนที่ 101 - ตอนที่ 120
ตอนที่ 101
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันก่อน ๆ ดิฉันคุยถึงเรื่องบริการในโรงพยาบาล ถึงวันนี้ก็คงต้องหวนกับไปพูดถึงเรื่องที่เด็กคนหนึ่งต้องเสียชีวิตในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอุบัติเหตุที่อาจขึ้นได้กับทุกคน แต่ก็เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ ที่จะพูดเรื่องต่อไปนี้ ไม่ได้เจตนาจะวิพากวิจารณ์ทำให้พ่อแม่และญาติ ๆ ของเด็กต้องเสียใจมากไปกว่านี้ แต่มองว่า ประเด็นที่พวกเราควรจะต้องจดจำเอาไว้ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครได้อีก และเป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชนที่จะไปใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชนและของรัฐ จะได้เรียนรู้ในการปกป้องสิทธิของเรา ของลูกหลานหรือของญาติของเราที่ต้องมีชีวิตอยู่กับการเกิดแก่เจ็บและตาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเสียส่วนใหญ่ สำหรับกรณีเด็กชายวัยเพียงขวบครึ่งไม่สบาย หมอบอกให้นอนพักโรงพยาบาล ปกติทุกโรงพยาบาลจะมีแผนกเด็กหรือวอร์ดเด็ก ที่คนไข้นอนในห้องเดียวกันที่มีหลาย ๆ เตียง และส่วนใหญ่ก็จะมีญาติของเด็ก ๆ มานั่ง ๆ นอน ๆ เฝ้าเด็กที่ป่วย การนอนในห้องรวมเหล่านี้ ทำให้เหมือนมีการช่วยกันดูแลระหว่างญาติคนไข้ เกิดอะไรขึ้นก็มองเห็นกันทั่ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลรัฐ แต่พ่อแม่ที่มีฐานะอาจเกรงจะมีการติดโรคกัน ไม่ปลอดภัย ก็มักต้องการห้องเดี่ยวให้ลูก จะได้สะดวกสะบายและปลอดภัยจากการติดโรคจากเด็กอื่น แต่สิ่งที่จะต้องนึกไว้ก็คือ ปัจจุบัน ทั้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐนั้น จำนวนเจ้าหน้าที่พยาบาลมีไม่เพียงพอ หากอยู่ห้องพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลรัฐนั้น อาจจะไม่แตกต่างกันเท่าไร คือญาติต้องมีการเฝ้ากันอย่างใกล้ชิด ดิฉันมีประสบการณ์จากการพาคุณแม่ไปพักผ่อนในโรงพยาบาลเอกชนแถวถนนวิภาวดีรังสิตแห่งหนึ่ง เป็นห้องคู่กับผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้ายร่างกาย ทั้งคุณแม่และผู้หญิงสาวคนนั้น นอนอยู่ในห้องคู่ที่ ทั้งคืนไม่ได้มีพยาบาลมาดูเลย หมอก็ไม่ได้มา รุ่งขึ้นเธอเก็บผ้าผ่อนบอกกลับบ้านดีกว่า เพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม คุณแม่ดิฉันอยู่ได้สองวันเราก็ต้องตัดสินในพากลับบ้าน ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน ไม่อยากอยู่ตามลำพังในห้องพักคนไข้ที่ไม่มีพยาบาลมาเยี่ยมให้เห็นเลย ไม่ต้องพูดถึงแพทย์ วันนี้หมดเวลาแล้ว พบกันใหม่พรุ่งนี้สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 102

          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันถึงเรื่อง กรณีเด็กชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในโรงพยาบาลเอกชนแถวลาดพร้าวนะคะ ดูเหมือนห้องที่เด็กชายนอนพักรักษาตัวเป็นห้องคนไข้พิเศษ แต่ด้วยเหตุผลที่เรียนให้ทราบว่า พย่บาลสมัยนี้หายาก มีไม่พอ เพราะฉะนั้นจากข่าวว่าทั้งคืน ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเวลาเกิดเหตุผ่านเที่ยงคืนไปแล้ว ยังไม่มีพยาบาลเข้ามาเยี่ยมเด็กเลย เมื่อพี่เลี้ยงวัย 16 ปีตื่นขึ้นพบหนูน้อยห้อยอยู่ที่ขอบเตียงจึงเรียกพยาบาล ซึ่งใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะมาถึง เมื่อมาถึงทุกอย่างก็สายเกินไป หากจะถามว่า ทำไมพ่อแม่จึงได้ปล่อยให้เด็กวัยเพียงขวบครึ่งมานอนโรงพยาบาลกับพี่เลี้ยงวัย 16 ปีเพียงลำพัง จากข่าวระบุว่า คุณแม่นั้นมีลูกวัยไล่ ๆ กันถึงสามคน คนที่เสียชีวิตเป็นคนกลาง ขวบครึ่ง คนเล็กเพิ่งจะสามสี่เดือน การเป็นแม่ลูกอ่อน จึงทำให้ต้องมีพี่เลี้ยงเด็ก และการให้อยู่ห้องพิเศษโรงพยาบาลเอกชน ก็ด้วยหวังว่า ลูกจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หากอยู่บ้านอาจจะทำให้พี่น้องติดไข้ไปด้วย ก็คิดว่าได้ส่งลูกมาไว้ในมือนักวิชาชีพที่ดีที่สุด ที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องราวที่ร้ายแรง เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า โรงพยาบาล แพทย์พยาบาลจึงเป็นที่คาดหวังสูงจากประชาชน ว่าจะเป็นผู้ให้ความบำบัดรักษาความทุกข์ของพวกเขาได้ การทำงานของแพทย์พยาบาล จึงเป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของประชาชน ซึ่งจะต้องมีความละเอียดอ่อน รอบคอบ และมีความระมัดระวังในการกำจัดความเสี่ยงทั้งหลายให้มากที่สุด ดิฉันเคยไปนอนเฝ้าเด็กเล็กที่โรงพยาบาลเช่นกัน ในห้องเดี่ยวที่ไม่มีเตียงเด็ก เราจะให้เด็กนอนกลางเตียง เอาหมอนข้างยาว หรือหมอนคนไข้ปิดช่องโหว่ทั้งสองด้านข้างเตียง เพื่อกันเด็กตกลงมา คนเฝ้าจะนั่งอยู่ข้าง ๆ หากจะง่วง ก็ฟุบได้ที่ข้างเตียง เพราะหากเด็กมีการเคลื่อนไหว ก็จะรู้สึกตัวทันที นั่นเป็นวิธีปกติที่คนไม่ได้ทำงานโรงพยาบาลก็รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ทำไมแพทย์พยาบาลแห่งนี้จึงคิดไม่ได้ หรือคิดไม่ทัน วันนี้หมดเวลาแแล้วค่ะ พบกันพรุ่งนี้ สวัสดีค่ะ

ตอนที่ 103
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ทุกวันนี้ ผู้คนในสังคมไทย ดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีความเสี่ยงในทุกเรื่อง และในทุ่กสถานที่ ไม่ว่าจะในบ้าน ในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในศูนย์การค้า รวมถึงในโรงพยาบาล ท่ามกลางความทันสมัยด้านเทคโนโลยี่ แต่อุบัติหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นมาได้เสมอ เช่นปัญหาเรื่องไฟช๊อต แกสระเบิดในบ้าน อุบัติเหตุในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในศูนย์การค้าเด็กตกลิฟ ติดลิฟเสียชีวิต รวมถึงตกเตียงเสียชีวิตในโรงพยาบาล อุบัติเหตุเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะ ความบกพร่องผิดพลาดของผู้ใหญ่ในการไม่สามารถประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับลูกหลานของเราได้ แม้แต่นักวิชาชีพ เช่นแพทย์พยาบาลทุกวันนี้ ก็มีความผิดพลาดจนทำให้เกิดความเสียหายกับชีวิตของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ของเรา ในกรณีเด็กวัยขวบครึ่งที่พลัดตกเตียงครั้งนี้ สิ่งที่เราทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเริ่งเช่นนี้ขึ้นอีกก็คือ ปกติพยาบาลจะต้องห้ามไม่ให้พี่เลี้ยงหรือใคร ขึ้นไปนอนเตียงเดียวกับเด็ก ไม่ว่าเด็กจะติดพี่เลี้ยงขนาดไหน เพราะไม่มีโรงพยาบาลที่ไหนในโลกเขาทำกัน หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องหาเตียงธรรมดาเตี้ย ๆ มาไว้ให้นอนด้วยกันได้ หากตกลงมาก็ไม่เจ็บมาก การที่พยาบาลหรือโรงพยาบาลไม่ห้าม จึงกลายเป็นความบกพร่องของพยาบาลหรือของโรงพยาบาลไป ซึ่งเป็นเรื่องที่โรงพยาบาลหลีกเลี่ยงที่จะไม่รับผิดชอบไม่ได้ ลำพังในประเทศที่เจริญแล้วหรือประเทศตะวันตกนั้น หากคุณเดินลื่นล้มในโรงพยาบาล ขาแขนหัก บาดเจ็บ โรงพยาบาลยังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ เป็นราคาความเสี่ยงที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เ พราะฉะนั้นกรณีนี้โรงพยาบาลก็ควรจะแสดงความรับผิดชอบอย่างกล้าหาญ และหันไปเข้มงวดกับบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความระมัดระวังระแวดระไวมากกว่าไม่ อย่าปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 104
         สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันถึงเรื่องเด็กวัยขวบครึ่งที่นอนบนเตียงพี่เลี้ยงแล้วพลัดตกลงมาเสียชีวิต เนื่องจากตัวเล็ก หลุดรอดลงจากช่องข้างเตียงแต่ศีรษะข้างอยู่ ความเป็นเด็กเล็กจึงช่วยตัวเองออกมาไม่ได้ ประเด็นวันนี้อยากฝากให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ได้ตระหนักและทำความเข้าใจอย่างหนึ่งในเรื่องการเลี้ยงดูลูก ๆ ของเรา โดยเฉพาะเมื่อลูกยังเล็ก เราต้องมีพี่เลี้ยง และเป็นพี่เลี้ยงวัยรุ่นที่กำลังกินกำลังนอน ไม่ต่างไปจากลูกเล็กของเราเท่าไร ดิฉันมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กเล็ก ในขณะที่ชีวิตการทำงานยุ่งมาก จนต้องมีพี่เลี้ยงวัยรุ่นไว้คอยดูแลลูก เริ่มจากอาหารเช้า เราจะซื้อโจ๊กให้ลูกวัยขวบกว่า ๆ ทานตอนเช้า พออาบน้ำแต่งตัวเขาเสร็จก็ส่งให้พี่เลี้ยงเอาไปป้อนข้าว พอเราแต่งตัวเสร็จลงมาข้างล่างก็ถามว่า น้องกินข้าวหมดหรือเปล่า พี่เลี้ยงก็ตอบว่า หมดทุกครั้งไป เราก็ดีใจสบายใจที่ลูกกินเก่ง เลี้ยงง่ายไม่เห็นมีปัญหาเรื่องกินอาหารเหมือนบ้านอื่นเขา เวลาผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มสังเกตว่าลูกเรากินข้าวแล้วก็ยังชอบกินนมบ่อยมาก วันหนึ่งจึงแอบดูว่าพี่ป้อนข้าวยังไง พี่เลี้ยงป้อนบ้างกินไปบ้าง หากมัวเล่นของเล่นเพลินพี่เลี้ยงเรียกไม่มา พี่เลี้ยงก็พูดไปป้อนไป แล้วก็กินไป กินมากกว่าลูกเรา สรุปว่าลูกเราก็ไม่ค่อยจะได้กินเท่าไร กรณี้ก็เลยต้องให้พี่เลี้ยงออกไป เพราะหากเราไว้ใจไม่ได้ ต่อไปจะมีเรื่องต่อเนื่องอีกมากมาย หลายท่านอาจเห็นว่าใจร้าย แต่คำถามว่าเราควรจะเสี่ยงต่อไปไหม ค่อยมาคุยกันต่อพรุ่งนี้ค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 105

           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ดิฉันคุยถึงเรื่องพี่เลี้ยงเด็ก ว่าพ่อแม่ต้องระมัดระวัง ต้องป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกเราไว้ด้วย แม้ว่าการจะหาพี่เลี้ยงเป็นเรื่องยากสำหรับสมัยนี้ และเราจะเป็นจะต้องมีเพื่อแบ่งเบาภาระของเราให้ได้ ปกติเมื่อดิฉันเลี้ยงลูก ลูกเล็ก ๆ ตั้งแต่เล็ก ๆ มาเลย ดิฉันเองมีงานจะต้องทำประจำอยู่เยอะมาก เพราะฉะนั้นเราขาดพี่เลี้ยงไม่ได้ แต่เราก็ต้องการให้แน่ใจว่า ลูกของเรา ก็คือลูกของเรา ถึงจะไม่มีเวลาจะใกล้ชิด ลูกก็ต้องเห็นเรารู้ว่าเราต้องสำคัญกว่าคนอื่น โดยเฉพาะพี่เลี้ยงจะไม่มีวันมาแทนเราได้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่รับพี่เลี้ยงเข้ามาดูแลลูก ดิฉันก็ตั้งกฎเลยว่า ข้อที่ 1 ห้ามพี่เลี้ยงกอดจูบลูกเรา เหตุผลง่าย ๆ คือ เกรงว่าจะติดโรคติดต่อจากพี่เลี้ยง แม้จะตรวจแล้วก็ตาม ก็ไม่คิดว่าพี่เลี้ยงควรจะกอดจูบลูก ๆ ของเราได้ นอกเสียจากว่าคุณจะเลี้ยงดูพี่เลี้ยง เหมือนเป็นลูกของเราเอง ก็ให้คลุกคลีเป็นพี่น้องกันต่อไปได้ ข้อที่ 2 คือ จะไม่มีการให้พี่เลี้ยงมานอนกับลูก หรือให้ลูกไปนอนกับพี่เลี้ยง ไม่ว่ากรณีใด ๆ ตรงนี้ขอเชื่อมโยงไปกรณีที่พี่เลี้ยงนอนกับเด็ก และเด็กพลัดตกเตียง เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ว่า พี่เลี้ยงวัยรุ่นไม่ควรขึ้นไปนอนกับเด็ก เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่จะนอนดิ้น และนอนหลับโดยไม่รู้สึกตัวเสมอ เมื่อนอนกับเด็กเล็ก โอกาสที่จะเบียดเด็กจนหล่นหลุดช่องเตียง ก็เป็นเรื่องเป็นไปได้ เพราะตนเองก็หลับไม่รู้ตัว หรือเด็กอึดอัดที่พี่เลี้ยงนอนข้าง ๆ ก็กระเถิบหนีจนหลุดตกเตียงไปก็เป็นไปได้อีก เพราะเตียงพยาบาลนั้นเล็กเกินไปสำหรับสองคน วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ

BACK TO TOP
ตอนที่ 106
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันนี้เราจะคุยกันต่อถึงเรื่องโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์พยาบาล หรือผู้ช่วยพยาบาลก็ตามนะคะ ปัจจุบันจะเห็นว่า ปัญหาความบกพร่องทางการแพทย์ ตลอดจนอุบัตเหตุที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาล รวมถึงการที่แพทย์ประพฤติตนเป็นอาชญากรเสียเองก็มีมาก ดิฉันเองก็ได้เขียนหนังสือไว้เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเค้าโครงเรื่องจริงชื่อเรื่อง "เหตุเกิดในโรงพยาบาล" ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกว่า 25 ปีแล้ว แต่ความบกพร่องนั้น ไม่ได้ถูกนำมาเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับแพทย์พยาบาลจะทำการศึกษา และสร้างจิตสำนึกในการทำงาน ด้วยการเคารพต่อศักดิ์และศรีของความมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ระหว่างคนไข้ และแพทย์ ที่สำคัญคือการไม่ยึดมั่นในจรรยาบรรณของความเป็นนักวิชาชีพของตน จนทำให้เกิดเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทุกครั้งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แพทย์พยาบาลหรือฝ่ายบริหารโรงพยาบาล ก็มักจะใช้ความเฉลียวฉลาดของตนเองในการพาตัวให้หลุดไปจากการเป็นจำเลยได้ การปกป้องภาพพจน์ของตนเอง ของโรงพยาบาล จึงมีความสำคัญกว่าการปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นนักวิชาชีพของตนเอง ข่าวกรณีหมอฆ่าหมอ หมอฆ่าคนไข้เพื่อนำอวัยวะไปขาย หรือหมอฆ่าผู้อื่น จึงเกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่ไม่ต่างไปจากสังคมชาวบ้านทั่วไป จนมีคำเรียกกันว่า "ฆาตกรในชุดขาว หรืออาชญากรในชุดขาว ซึ่งภาษาต่างประเทศเรียกกันว่า "White Mafia" สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ เราจะมาคุยเรื่องนี้กันต่อในวันต่อไป สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 107
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ความผิดพลาดบกพร่องที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล โดยกลุ่มแพทย์พยาบาลหรือนักวิชาชีพในโรงพยาบาล เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ ไม่ต่างไปจากเรื่องราวของความบกพร่องในนักวิชาชีพอื่น ๆ เม่ว่าจะเป็นตำรวจ นักกฎหมาย ครูอาจารย์ หรือนักธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะในการแก้ปัญหา หรือการเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น วงการแพทย์ก็ไม่ต่างจากนักธุรกิจทั่วไป ที่มุ่งในการปกป้องผลประโยชน์และภาพพจน์ของตนเอง ของพวกพ้องมากกว่าที่จะแสดงความเป็นนักวิชาชีพ ที่ต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างกล้าหาญ และอย่างมีศักดิ์ศรี ให้สมกับที่ ผู้คนทั่วไปให้เกียรติยกย่อง ให้ความเชื่อถือศรัทธาในความเป็นแพทย์ที่ต่างไปจากนักค้าขายหรือทำธุรกิจเพื่อค้ากำไรอย่างเดียว วันนี้ดิฉันมีจดหมายฉบับหนึ่ง จากคนไข้ชาวเกาหลี ซึ่งเข้ามาพำนักในประเทศไทย และได้ไปรับการรักษาผ่าตัดจากโรงพยาบาลเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่ง ผลปรากฎว่า หลังจากเสียเงินไปมากมายในการผ่าตัดแล้ว หมอก็ตัดเอาอวัยวะออกไปมากกว่าที่ตกลง แต่หมอทางเกาหลีก็กลับปฏิเสธว่า เธอไม่ได้เป็นอะไรจนถึงขนาดต้องตัดมดลูกไปหมด จึงไม่จ่ายค่าประกันใด ๆ ให้ และโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นก็ไม่รับผิดชอบใด ๆ จึงได้มีการร้องเรียนไปยังแพทยสภา ซึ่งได้ตั้งอนุกรรมการจริยธรรมขึ้นมาแสวงหาข้อเท็จจริง จนผลสรุปออกมาว่า หมอได้ให้การรักษาเธออย่างถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพ คดีจึงยกฟ้อง เป็นคดีไม่มีมูล อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ เป็นหน่วยงานแรกที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการบำบัดพัฒนาสภาพจิตของคนไข้เกาหลีคนนี้ มีอีกมุมมองหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ให้คนไทยและคนที่กี่ยวข้องทุกคนได้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้เสียหาย ว่าเธอคิดและรู้สึกอย่างไรก็เรื่องราวที่เกิดขึ้น ดิฉันไม่สามารถจะไปโต้แย้ง กับมาตรฐานทางการแพทย์ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญมากมาย แต่ในฐานะของคนคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งหมอ ทั้งคนไข้ และทั้งดิฉันเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งหมด จะต่างกันก็ตรงความรู้สถานภาพทางสังคม และเรื่องที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมของสังคมไทย ส่วนผู้หญิงคนนั้น เป็นคนต่างชาติ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้มาก การศึกษาน้อย เป็นเพียงแม่บ้านที่ติดตามสามีมาอยู่ในประเทศไทย เธออยู่ในสถานภาพที่ด้อยกว่าเราในทุกทาง แต่สิ่งที่เธอพูด และสะท้อนความรู้สึกออกมานั้น เป็นเรื่องคนมีการศึกษาและอยู่ในสถานภาพที่เหนือกว่าเธออาจมองข้ามไป การมองข้ามไปจึงทำให้เห็นความแตกต่างทางจิตใจที่ละเอียดอ่อน แต่แข็งแกร่งกว่า ผู้หญิงที่มีสถานภาพเหนือกว่าเธอ เพราะฉะนั้นคำว่าชนะ หรือไม่ผิด จึงไม่สำคัญ เท่ากับว่า "คุณคิดอย่างไรในเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้" พบกันพรุ่งนี้ค่ะสวัสดี
ตอนที่ 108
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันนี้ดิฉันจะอ่านจดหมายจากผู้มาใช้บริการฮอทไลน์ ซึ่งดิฉันได้เรียบเรียงเป็นภาษาไทย ให้เธอนำไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากแพทย์สภา ความมีดังนี้ค่ะ "ดิฉันชื่อ ลิม มีอาชีพเป็นแม่บ้าน สามีทำธุรกิจ เดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยและฮ่องกง ดิฉันมีบ้านพักอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 เนื่องจากลูกชายสองคนเรียนโรงเรียนนานาชาติประเทศไทย อย่างไรก็ดี ดิฉันพูดไทยไม่ได้ และพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดี เมื่อต้นเดือนเมษายน 2543 ดิฉันไปเป็นเพื่อน เพื่อนผู้หญิงเข้าไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน .แห่งหนึ่ง ตรงแถวสุขุมวิทย์ ตัวดิฉันไม่ได้เป็นอะไร นั่งอยู่เฉย ๆ เพื่อรอเพื่อน ขณะที่นั่งรอ มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ทำหน้าที่เป็นล่าม เธอเป็นชาวเกาหลีเหมือนดิฉัน แต่อยู่เมืองไทยมานานพูดภาษาไทยได้ ทำหน้าที่คอยต้อนรับคนต่างชาติ เธอขื่อ "จู" เธอเข้ามาซักถามชวนคุย เมื่อบอกว่าดิฉันปกติดีไม่เคยตรวจร่างกาย เธอได้พยายามพูดชักจูงหว่านล้อมให้ดิฉันตรวจร่างกาย ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว เฉพาะข้อความตรงนี้ ดิฉันขอชี้แจงและวิเคราะห์สักนิดหนึ่ง ในฐานะที่ทำงานโรงพยาบาลเอกชนมาก่อน เข้าใจระบบการทำงานทุกด้านอย่างดี คือหลายปีมานี้ โรงพยาบาล กลายเป็นธุระกิจขายสุขภาพที่มีการแก่งแย่งแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะหลายโรงพยาบาลได้ดัดแปลงบริการเพื่อให้คนไข้ต่างชาติสามารถเข้ารับการตรวจรักษาและรักษา และสามารถนำใบรับรองการรักษาพยาบาลกลับไปเบิกบริษัทประกันในประเทศนั้น ๆ ได้ เนื่องจากค่ารักษาพยาบาล ตรวจร่างกาย ทำฟันในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ถ้าคนไข้มาเที่ยว แล้วเข้ารับการรักษาสุขภาพ กลับไปเบิกได้ เรียกว่าได้กำไรสองต่อ ธุระกิจนี้จึงมุ่งไปที่การขายบริการคนต่างชาติ และทำให้หลายโรงพยาบาลจ้างคนต่างชาติไว้เชียร์แขก ดังในกรณีที่เจ้าหน้าที่ "จู" พยายามมาเชียร์แขกคนเกาหลีด้วยกัน เพื่อให้มาใช้บริการ เป็นการทำยอดขายให้ตัวเอง ในกรณีนี้ ท่านผู้ฟังคิดว่า วิธีการนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ลองคิดดู พบกันใหม่พรุ่งนี้ค่ะ
ตอนที่ 109
            สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรากำลังคุยกันถึงวิธีการเรียกลูกค้าของโรงพยาบาล โดยการจ้างเจ้าหน้าที่พิเศษมาคอยนั่งพูดคุยกับญาติคนไข้ หรือเพื่อนคนไข้ที่มานั่งรอให้ลองตรวจสุขภาพดู เป็นการโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมให้มาใช้บริการ ลักษณะนี้ความจริงเป็นเรื่องผิดวิสัย ผิดจรรยาบรรณของคนทำงานวงการแพทย์ เพราะการตรวจรักษาโรคหรือสุขภาพเป็นเรื่อง "ความเสี่ยง" ของแต่ละคน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลให้ข้อมูลได้ แต่ไม่ใช่การเกลี้ยกล่อมเพื่อหวังผลกำไรจากคนไข้ คนไข้ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า ควรจะเข้ารับการรักษาหรือไม่อย่างไร เพราะหากพลาดพลั้งผิดพลาดขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบกับความเสี่ยงของคนไข้ พฤติกรรมที่นางสาว "จู" ที่โรงพยาบาลแห่งนี้จ้างมา จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่นางสาวจู ได้ทำเกินเลยหน้าที่พนักงานต้อนรับ อาจเพราะ"นาย" บอก หรืออาจเพราะต้องการผลงาน จึงขอเตือนท่านผู้ฟังว่า หากไปโรงพยาบาลใด พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ควรหลีกเลี่ยงเสีย หรือขอพบแพทย์เพื่อพูดคุยซักถามโดยตรง อย่าไปยุ่งกับพวกนายหน้าเหล่านี้ เข้าทำนอง หาความดีเข้าตัว หาเรื่องชั่วใส่คนอื่น หรือหากจะเป็นพวกนายหน้าที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ ก็จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นสำคัญ ไม่ใช่เซ้าซี้ให้ลูกข้าทนรำคาญไม่ได้ หรือเข้าสู่บริการเพียงเพราะตัดรำคาญ ดิฉันเคยได้ข้อคิดจากแพทย์ผู้ใหญ่ว่า ถ้าเห็นใครเขาดูไม่สบายผิดปกติ ก็แนะนำเฉย ๆ ว่าให้ไปคุยกับแพทย์ แต่อย่าได้ชักชวนเซ้าซี้เด็ดขาดแม้จะมีความหวังดีเป็นเพื่อนกันก็ตาม เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากเขาได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว นี่เป็นอุทธาหรณ์อย่างหนึ่งที่ขอฝากไว้สำหรับวันนี้ค่ะ พรุ่งนี้พบกันใหม่ค่ะสวัสดีค่ะ
ตอนที่ 110
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ดิฉันจะอ่านจดหมายของคุณลิมต่อนะคะ หลังจากที่ถูกนางสาว"จู" เจ้าหน้าท่ของโรงพยาบาลเอกชนพูดจาหว่านล้อมให้ตรวจร่างกาย ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ผลการตรวจร่างกาย โดยแพทย์หญิงชื่อสมมุติคือ "หมอดี" ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล โดยหมอดีไดแจ้งให้ดิฉันทราบว่า จากการวินิฉัย พบว่าดิฉันเป็นมะเร็งระยะต้น ซึ่งเรียกว่า Cervical cancer และจากข้อแนะนำและการพูดหว่างล้อมของทั้งหมอดี และนางสาว"จู" ที่ว่า อาการของมะเร็งยังอยู่ในขั้นต้น ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% เนื่องจากความทันสมัยด้านเทคโนโลยี่ทางการแพทย์ในปัจจุบัน หมอดีได้แนะนำให้ทำการผ่าตัดทันที และเพราะดิฉันไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีพอ จึงไว้ใจบุคคลทั้งสองที่แนะนำให้ผ่าตัดโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ดี ในขณะนั้นดิฉันได้ยืนยันว่าดิฉันต้องการเก็บมดลูกไว้อย่างน้อยหนึ่งข้าง และเพราะดิฉันมีประกันภัยที่ครอบคลุมโรคมะเร็งด้วย ดิฉันจึงได้ถามนางสาว "จู" ว่าชนิดของมะเร็งที่วินิจฉัยในครั้งนี้ เป็นชนิดที่สามารถเบิกประกันภัยได้หรือไม่ นางสาว"จู" ยืนยันว่า หมอดีพูดว่า เป็นมะเร็งทดลูกขั้นต้น ดดยใช้ภาษาแพทย์ว่า "carcinoma manifests" ในขณะที่กำลังกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้ารับการผ่าตัด นางสาว "จู" ยังได้แนะนำว่า ดิฉันควรจองห้องพักพิเศษ และแนะนำว่า ควรใช้ยาฉีดเพื่อกำจัดอาการปวด "painkiller" หลังการผ่าตัด ซึ่งยาชนิดนี้ บริษัทประกันจะสามารถจ่ายให้ได้ และนางสาว "จู " ก็ได้ช่วยดิฉันในการกรอกข้อมูลในเอกสารดังกล่าว ฟังถึงตอนนี้เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางที่อาจไม่เกี่ยวกับการรักษาโรคของหมอ แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำให้เสียความรู้สึกมากสำหรับคนไข้ เพราะลักษณะการชักจูงช่วยเหลือส่อแจตนาจะเอาเงินจากคนไข้ให้ได้มากที่สุด แล้วท่านผู้ฟังละคะ คิดอย่างไร พบกันวันต่อไปค่ะ สวัสดี
BACK TO TOP
ตอนที่ 111
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ดิฉันขออ่านจดหมายของคุณลิมต่อนะคะ หลังจากเธอได้ตกลงที่จะผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว เธอเข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 9 กรกฏาคม 2543 ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมของเธอเมื่อคุยกับดิฉันโดยตรงก็คือ เมื่อรู้ว่าต้องผ่าตัดก็กลับไปทำใจเกือบสามเดือน จึงได้โทรนัดวันผ่าตัด วันที่ผ่าตัดสามีเดินทางกลับมาประเทศไทย ได้มาเป็นเพื่อนและรออยู่หน้าห้องผ่าตัด โดยระหว่างนั้น พยาบาลได้นำเอกสารมาให้เซ็นต์ยินยอม หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Consent Form ในใบนั้นไม่ได้เขียนอะไร เพียงแต่รับรู้ด้วยคำพูดว่าจะตัดมดลูกออกข้างหนึ่ง สามีคุณลิมก็เซ็นต์ชื่อให้ ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร คนที่ไม่เคยคิดร้ายใคร ก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรมากมาย โรงพยาบาลให้เซ็นต์ โรงพยาบาลกำลังช่วยภรรยาเขา ให้เขาเซ็นต์อะไรเขาก็เซ็นต์ และตรงนี้เองอาจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญเมื่อมีการร้องเรียนเกิดขึ้น หากโรงพยาบาลไม่ซื่อ ก็สามารถจะเขียนอะไรใส่ได้ดังที่ต้องการ ทำให้กลายเป็นว่า ผู้เซ็นต์คือสามี รับรู้เรื่องราวทุกอย่างดีแล้ว ดิฉันจะอ่านจดหมายคุณลิมต่อนะคะ "หลังการผ่าตัดผ่านไปสามเดือน ดิฉันได้เดินทางกลับไปเกาหลีเพื่อเบิกค่าใช้จ่าย โดยมีใบเสร็จจกโรงพยาบาลแห่งนี้ประมาณ 150,000 บาท พร้อมใบแพทย์จากแพทย์หญิงดีผู้ทำหน้าที่ผ่าตัด แต่ดิฉันต้องตกใจเมื่อรับทราบจากเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยว่า ใบยื่นขอเบิกค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษาพยาบาลครั้งนี้ถูกปฏิเสธ โดยหน้าที่บริษัทประกันภัยได้บอกดิฉันว่า ดิฉันเป็นแค่ benign tumor และไม่ใช่มะเร็งแน่นอน บริษัทประกันภัยต้องการรายงานทางการแพทย์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นของมะเร็ง ว่าอยู่ขั้นไหน และยิ่งทำให้ดิฉันตกใจมากขึ้นเมื่อ เจ้าหน้าที่ประกันถามว่า ทำไมต้องตัดมดลูกทั้งสองข้าง และการตัดมดลูกทั้งสองข้างนี้ไม่เกี่ยวกับโรคมะเร็งเลย จากรายงานแพทย์ของหมอดี ที่เจ้าหน้าที่ประกันภัยได้รับ ทำให้ดิฉันช็อคไป! วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 112
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันอยู่ในเรื่องคุณลิม ซึ่งหมอบอกว่จะตัดมดลูกข้างเดียว กลายเป็นตัดทั้งสองข้าง ด้วยเหตุผลว่า คุณลิมมีสัญญานของการเป็นมะเร็ง แต่จากใบแพทย์ของหมอดี แพทย์ในประเทศเกาหลีอ่านแล้วสรุปว่า คุณลิมไม่ได้เป็นมะเร็งทำไมถึงไปตัดมดลูกทั้งสองข้าง เพราะฉะนั้นจะเบิกค่ารักษาพยาบาลมะเร็งเป็นไปไม่ได้ ดิฉันจะอ่านจดหมายต่อนะคะ "ตั้งแต่นั้น ดิฉันต้องเดินทางไปกลับระหว่าง กรุงเทฯ เกาหลี เพื่อจะขอข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติม เพื่อให้กับบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะเมื่อดิฉันถามหมดดีว่า ดิฉันยืนยันแล้วว่าต้องการเก็บมดลูกไว้ข้าหนึ่ง ทำไมจึงตัดทิ้งทั้งสองข้าง หมอดีบอกว่า ไหน ๆ ก็ทำแล้วเห็นอาการไม่ดี เกรงว่าจะเป็นเหมือนอีกข้างหนึ่ง จึงทำเสียทีเดียวการตัดมดลูกออกทั้งสองข้างครั้งนี้ ส่งผลกระทบให้ดิฉันไม่สามารถมีบุตรได้อีกต่อไป และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิคนไข้ เพราะกระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาติจากคนไข้ อ่านถึงตรงนี้ ก็มีประเด็นน่าสนใจที่เราน่าจะทบทวนกันว่า จริง ๆ แล้วปัญหาเริ่มต้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า ล่ามคือ นางสาวจูนนั้น ไม่ได้แปลตรงไปตรงมาระหว่างหมอกับคุณลิมซึ่งเป็นคนไข้ เพราะคุณลิมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ดี หมอเองก็พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ คนแปลอยู่ตรงกลาง ซึ่งมีความต้องการจะชักจูงให้คนไข้ผ่าตัดให้ได้ ทำให้การแปลคลาดเคลื่อนไป โดยเฉพาะคนไข้ย้ำแล้วว่าต้องการตัดเพียงข้างเดียว แต่หมอดีคิดว่าไหน ๆ ก็ทำแล้วก็ตัดเสียอีกข้างจะได้ไม่ต้องมาผ่าตัดอีก ดูเหมือนจะหวังดีกับคนไข้เอามาก ๆ จนลืมคิดไปว่า "มดลูก" สำหรับความเป็นผู้หญิงนั้นมันสำคัญมากสำหรับความเป็นผู้หญิง อยู่ ๆ " นึกจะผ่าตัดจะตัดออกก็ทำได้ มันต่างไปจากตัดนิ้วตัดแขนไปข้างหนึ่ง แต่มันหมายถึงคนที่ถูกตัดจะไม่สามารถมีลูกได้อีกเลยด้วย "มดลูก" เป็นเรื่องที่ใหญ่มากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง หมอเองก็เป็นผู้หญิง ถึงจะหวังดีขนาดไหน ก็ต้องเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้หญิงด้วยกัน และควรจะมีการพูดคุยกับคนไข้ก่อน ไม่ใช่นึกจะทำก็ทำ ทำไปแล้วก็เอามาคืนคนไข้ไม่ได้ ถึงกระบวนการรักษาจะไม่ผิด แต่นี่เป็นเรื่องของจิตสำนึกที่คนระดับนี้ต้องมี ต้องนึกถึงอกเขาอกเรา ไม่ใช่เห็นการตัดมดลูกเป็นเรื่องธรรมดา เพียงเพราะเป็นหมอสูติ-นารีที่เคยชินกับการตัด เห็นอะไรก็อยากตัดไปหมด ฟังแล้วรู้สึกแย่และละอายแทนหมอมากในฐานะเป็นคนไทยด้วยกัน วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 113
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันถึงเรื่องคุณลิม ผู้หญิงเกาหลี ที่มาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย แต่ก็ต้องเจ็บปวดหัวใจ เพราะ "สื่อสาร" กันไม่เข้าใจ โดยมีเงื่อนไของผลประโยชน์อยู่ตรงกลางระหว่าง คนไข้ และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ตอนนี้ดิฉันจะอ่านจดหมายของคุณลิมต่อนะคะ "…ดิฉันได้เดินทางกลับมาประเทศไทย และได้ไปที่โรงพยาบาลนั้นเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติม แต่ทั้งหมอดี และนางสาวจู กลับไม่ให้ความร่วมมือ และบอกว่า บริษัทประกันภัยสร้างความยุ่งยากให้ดิฉันเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ดิฉันได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปปรึกษา บริษัทรัฐบาลเกาหลี ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการเงินบริษัทประกันภัย ทางสถาบันได้แนะนำให้ดิฉันถามถึงชนิดของ HPV ซึ่งระบุอยู่ในใบรายงานของพยาธิแพทย์ ซึ่งดิฉันได้กลับมาขอรายงานดังกล่าวเพิ่มเติมจากหมอดี เธอกลับยิ่งไม่สนใจจะให้ความร่วมมือ และเคยวางโทรศัพท์ขณะกำลังพูดกับดิฉันอยู่ นอกนั้นสิ่งที่แพทย์หญิงดีพูดก็คือ "ดิฉันไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น" " ฉันช่วยคุณเรื่องนั้นไม่ได้". หรือ ."ฉันไม่เคยพูดอย่างนั้นมาก่อน" "ดิฉันเพิ่งจะมารู้ว่า มดลูกทั้งสองข้างถูกตัดออกด้วยเหตุผลที่ต่างไปจากการเป็นมะเร็ง (เอกสารแนบ) และไม่เคยมีคำอธิบายจาก หมอดีคนนี้ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ดิฉันคิดว่า หมอดีควรจะรับผิดชอบในการตัดมดลูกดิฉันโดยไม่ได้มีการเซ็นต์ใบยินยอม (Consent Form) โดยดิฉันหรือจากสามีซึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลระหว่างการผ่าตัดครั้งนั้น ถึงตอนนี้ดิฉันขออธิบายเพิ่มเติมสักนิดนะคะ คือใบเซ็นต์ยินยอมสำหรับคนไข้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือรักษาฉุกเฉินด้วยวิธีการที่อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ตัวผู้ป่วยหรือญาติสนิทจะต้องเป็นผู้เซ็นต์ยินยอมให้ทำได้ ซึ่งหากท่านผู้ฟังอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้ และต้องเซ็นต์ กรุณาอ่านข้อความให้ชัดเจก่อนจะเซ็นต์ลงไป อย่าเซ็นต์อย่างเดียวโดยไม่อ่าน เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อาจกลายเป็นหลักฐานที่เสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์สำหรับคนไข้ได สำหรับวันนี้หมดเวลา แล้วพบกันใหม่ค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 114
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรื่องราวของคุณลิม คนไข้จากเกาหลีคนนี้ยังไม่จบนะคะ และเธอได้เล่าเรื่องราวของเธอมาพอสมควรจนทำให้เราได้มองเห็นภาพทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้นในฐานะของคนไข้ หรือในสายตาของประชาชนผู้ใช้บริการในยามป่วยไข้ ดิฉันจะอ่านความคิดและความรู้สึกของเธอเพิ่มเติมนะคะ "ถึงขั้นนี้ ดิฉัน นางลิม รู้สึกว่า ดิฉันไม่ได้รับการบอกเล่าและให้ข้อมูลที่เหมาะสมเพียงพอก่อนและหลังการผ่าตัด ไม่ได้ระบุชนิด ขั้นของอาการและเงื่อนไขของโรค และไม่มีเหตุผลสำหรับการตัดมดลูกออกทั้งสอง ดิฉันได้ขอความช่วยเหลือและพยายามจะขอคำแนะนำจากคุณหมอดี รวมทั้งจากนางสาวจู ในเรื่องของประกันสุขภาพเพราะการผ่าตัดครั้งนี้เกิดจากการชักนำให้เชื่อว่า ดิฉันเป็นมะเร็ง และดิฉันสามารถจะเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยได้ ทั้งนี้ นอกจากจะไม่ร่วมมือแล้ว ทั้งหมดดีและนางสาวจู ยังได้กล่าวหาว่า ดิฉันขี้เหนียวเกี่ยวกับประกันภัย และได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามดิฉัน หมอดีบอกดิฉันว่า ดิฉันหน้ามืดเกี่ยวกับเงินประกัน และที่กระทำอยู่นี้ก็เพียงเพื่อต้องการได้รับเงินประกันโรคมะเร็ง นอกจากนั้นหมอดียังพูดจากดูถูกดิฉันว่า เธออยากจะคืนเงินค้าผ่าตัดที่เธอได้ให้ดิฉัน เพราะดิฉันเพียงต้องการเงิน และเธอเบื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ " ตรงนี้ขอวิจารณ์เนื้อเรื่องตรงนี้สักนิดนะคะคือ คุณหมอบอกว่าเบื่ออยากคืนเงินที่ได้ค่าจ้างผ่าตัดคืน ความจริงเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก ก็เข้าใจคุณหมอ เพราะหมอคงมีงานยุ่ง ถ้าจ่ายเงินคืนแล้วคุณหมอรู้สึกดีขึ้น ก็ควรรีบทำ แต่เธอก็ไม่ได้คืนเงิน และสิ่งที่คุณลิมต้องการมากกว่าเงินคือ เธอต้องการมดลูกของเธอคืนมากกว่า แต่ก็ไม่มีวันเป็นไปได้ คุณลิมจึงน่าจะเบื่อและเซ็งมากกว่าคุณหมอค่ะ วันนี้หมดเวลาแล้ว พบกันใหม่สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 115
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันนี้เรายังคุยกันต่อเรื่องของคุณลิม คนไข้ชาวเกาหลีนะคะ ดิฉันจะอ่านจดหมายตอนเกือบสุดท้ายของเธอ คุณลิมบอกว่า "ที่ผ่านมา ตั้งแต่ดิฉันรู้ว่าเป็นมะเร็ง ดิฉันก็นอนไม่หลับ รู้สึกเครียดและกลัว หลังจากผ่าตัดไปแล้วมารู้เรื่องนี้ยิ่งทำให้นอนไม่หลับ และต้องใช้ยานอนหลับเสมอ และต้องไปรับยาจากหมอในเรื่องความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้น ดิฉันจึงได้ตัดสินใจที่จะส่งจดหมายฉบับนี้ไปให้คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลพิจารณา จากประสบการณ์ในครั้งนี้ ดิฉันเชื่อว่า หมอดี ไม่ได้มีคุณสมบัติ การมีความรับผิดชอบเพียงพอในฐานะนักวิชาชีพทางการแพทย์ จากการพบครั้งสุดท้ายกับหมอดี ดิฉันได้ส่งคำถามให้เธอช่วยตอบ 5 ข้อ โดยเฉพาะรายงานเฉพาะถึงขั้นของอาการมะเร็ง รวมถึงคำถามจากบริษัทตรวจสอบประกันภัยเกาหลี ถึงวันนี้ ดิฉันอยากได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากคำถามทั้งห้าข้อ และเช่นกัน ดิฉันอยากได้รับการขอโทษด้วยความจริงใจจากหมอดี ที่ได้พูดจากดูถูกดิฉัน โดยเฉพาะช่วยอธิบายเหตุผลในการผ่าตัดทดลูกทั้งสองข้างออกโดยไม่มีใบอนุญาติเป็นทางการ รวมถึงค่าชดใช้ที่เหมาะสมจากเธอ ดิฉันต้องการได้รับคำตอบเหล่านี้จากเธอ ไม่เช่นนั้นดิฉันจำเป็นต้องนำเรื่องนี้ไปสู่ศาลเพือร้องขอความยุติธรรม พร้อมกันนี้ดันได้เขียนจดหมายร้องเรียนมายัง เลาขาธฟิการแพทย์สภาเพื่อดำเนินการตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดกรณีซ้ำซ้อนกับคนไข้อื่นต่อไป และได้โปรดเห็นใจในฐานะที่ดิฉันเป็นคนไข้หญิง คนต่างชาติพูดภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้ดิฉินต้องตกเป็นเหยื่อความด้อยคุณภาพทางการแพทย์ของนักวิชาชีพทางการแพทย์ไทย วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
BACK TO TOP
ตอนที่ 116
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เราคุยกันถึงปัญหาคนไข้หญิงชาวเกาหลี ที่ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังฝ่ายบริหารโรงพยาบาลเอกชนที่เธอเข้ารับการผ่าตัดมดลูก พร้อมกันเธอได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังแพทย์สภา ให้ตรวจสอบการทำงานของหมอดี ว่าขาดคุณสมบัติของนักวิชาชีพทางการแพทย์ โดยผ่าตัดมดลูกทั้งสองข้างโดยไม่ได้รับการยินยอม และมีข้อขัดแย้งจากแพทย์เกาหลีว่า อาการของเธอยังไม่อยู่ในขั้นมีความจำเป็นจะต้องผ่าตัดตัดมดลูก เป็นผลให้เธอไม่สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ซึ่งจากเนื้อหาตรงนี้ เมื่อคุณลิมร้องเรียนแพทย์สภาถึงข้อกังขา ในมาตรฐานการรักษาพยาบาลของหมอดี ซึ่งคณะอนุกรรมการจริยธรรมได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ แล้ว และได้เสนอรายงาน ต่อคณะกรรมการแพทย์สภาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 โดยพิจารณาว่า การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน จึงมีมติคดีไม่มีมูล นั่นคือหมอดีได้รักษาไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง นั่นหมายความว่า หากคณะกรรมการพิจารณาแล้ว ว่าได้มีการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน ก็น่าจะใช้เป็นข้อมูลยืนยันเพื่อการเบิกจ่ายค่าประกันสุขภาพของคุณลิม แต่ทั้งหมดที่เป็นจดหมายตอบมา ไม่มีรายละเอียดและข้อมูลที่ตอบคำถามคณะแพทย์จากประเทศเกาหลีได้ จึงดูเหมือนจะทิ้งเป็นข้อสงสัยถึงมาตรฐานของประเทศไทยกับประเทศเกาหลีนั้นแตกต่างกันบนพื้นฐานอะไร และในขั้นไหน และในขณะที่มาตรฐานทางการแพทย์ เป็นเรื่องของความรู้และเชี่ยวชาญเฉพาะ ที่คนทั่วไปไม่สามารถจะโต้แย้งอะไรได้ การมีคณะกรรมการแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจสอบในเรื่องนั้น ๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับสำหรับประชาชนอย่างเรา ๆ ตราบเท่าที่เรายังมีศรัทธาต่อคณะแพทย์ สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 117
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันค้างไว้ถึง กรณีคุณลิมที่เข้ารับการผ่าตัดมดลูกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และเธอร้องเรียนว่ามีความผิดพลาดหลายประการในกรณีนี้ คือเธอต้องการหรือตกลงให้ตัดมดลูกเพียงข้างเดียว แต่หมอตัดออกทั้งสองข้างทำให้เธอมีลูกอีกไม่ได้ และที่สำคัญผลจากการตรวจรักษาว่าเธอเป็นมะเร็งนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับของคณะแพทย์ที่เกาหลีนั่นคือ แพทย์เกาหลีเห็นว่าไม่จำเป็นจะต้องทำการผ่าตัด เพราะยังไม่ใช่มะเร็งแท้จริง จึงเป็นผลให้คุณลิมเบิกค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่เมื่อทำเรื่องร้องเรียนแพทย์สภา กลับระบุว่าหมอท่านนั้น ได้ให้การรักษาดูแลอย่างถูกต้องตามมาตรฐานการแพทย์ นั่นคือมองเฉพาะว่ากระบวนการผ่าตัดตรงตามมาตรฐาน แต่มิได้มองที่ความต้องการของคนไข้ หรือสิทธิของคนไข้ที่ไม่ต้องการจะให้ตัดมดลูกทั้งสองข้าง นอกจากนั้นประเด็นที่คุณลิมนำเสนอเพื่อขอให้ตักเตือนหรือพิจารณาโทษหมอที่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยการตัดมดลูกเธอทั้งสองข้าง หรือการที่หมอพูดจาดูถูกเหยียดหยามเธอเมื่อกลับไปติดต่อขอคำชี้แจ้ง ไม่ได้มีการพูดถึง นอกจากนั้นจดหมายตอบจากแพทย์ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลก่อนการตัดสินใจผ่าตัดอย่างละเอียดเพียงพอ พิจารณาดูจดหมายแล้ว ดูเหมือนเราจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง อารมณ์และความรู้สึกของคนไข้กันเลย คณะกรรมการแพทย์จะลงไปที่ประเด็นลึกคือมาตรฐานทางเทคนิคเท่านั้น ตรงนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ ที่ว่า เป็นไปได้หรือเปล่าที่เราสอนคนให้มองคนเหมือนไม่ใช่คน โดยเฉพาะคนที่เป็นแพทย์ คือมองที่อวัยวะเป็นหลัก ไม่ได้มองที่จิตใจ หากมองที่จิตใจก็ต้องไปพบจิตแพทย์ แต่ร่างกายของคนเรานั้น ก็ต้องประกอบด้วยจิตวิญญาน ด้วยความรู้สึกอันมากมาย บ่อยครั้งที่อาการป่วยทางร่างกาย มีสาเหตุมาจากจิตใจ ถึงร่างกายจะรักษาแล้ว แต่จิตใจใช่ว่าจะบำบัดให้หายได้โดยไว โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่เราพยายามให้ความรู้ความเข้าใจให้การศึกษากับประชาชนอยู่ ก็น่าที่นักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งหากประชาชนมีความสนใจในสิทธิของตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสที่แพทย์พยาบาลจะพลาดพลั้งในเรื่องทางจิตใจขณะนี้คงจะมีมากขึ้น และสถานพยาบาล โรงพยาบาลทั้งเอกชนและรัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบในส่วนที่แพทย์สภาไม่รับผิดชอบ วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 118
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล สถานพยาบาลทั้งเอกชนและของรัฐบาลนั้น ปัจจุบันมีอัตราเพิ่มมากขึ้น ความจริงในอดีตนั้นก็มีมากมาย เพียงแต่คนไทยสมัยก่อนมักให้ความสำคัญกับแพทย์เสมือนเป็นเทวดา มีความศรัทธาสูงส่ง ว่าเป็นผู้ให้ชีวิตหรือตัดสินชีวิตเป็นตายของคนไข้ได้ คนไทยส่วนใหญ่จึงให้เกียรติหมอ ไปจนถึงพยาบาลและภารโรงหรือหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล เ
ห็นว่าใครทำงานในโรงพยาบาลก็เรียกเป็น "หมอ" หมด แต่เมื่อประชาชนได้มีการศึกษามากขึ้น ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง ของคนไข้มากขึ้น สามารถแยกแยะได้ว่าใครใช่แพทย์ และใครไม่ใช่แพทย์ สิทธิในการตัดสินใจว่าจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีใด ก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไข้ โดยเฉพาะหากโรคที่รักษานั้นจะมีผลกระทบต่อคนไข้และครอบครัวคนไข้ในภายหลัง เช่น โรคมะเร็ง คนไข้อาจต้องตัดสินใจว่าจะตัดอวัยวะนั้นออก หรือรักษาด้วยวิธีใด หรือไม่รับการรักษาเลย หรือกรณีการตรวจเลือดเอชไอวี/เอดส์ เมื่อคนไข้ได้รับข้อมูลครบถ้วนแล้ว อาจตัดสินใจไม่ตรวจเลือดก็ได้ เพราะยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ ในขณะที่เมื่อติดเอดส์ยังสามารถทำงานไปตามปกติได้ เพียงรู้จักป้องกันตัวไม่ไปรับเชื้อเพิ่ม ไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น เพราะฉะนั้น สมัยนี้ประชาชนรู้จักสิทธิของตนเองมากขึ้น แพทย์พยาบาลบุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องแม่นยำ และตระหนักเคารพสิทธิของคนไข้ด้วย ซึ่งการตระหนักและการให้ความเคารพในสิทธิของคนไข้นั้น ก็เหมือนการแสดงถึงความเคารพในศักดิ์ศรีของคนคนหนึ่ง ที่มีสิทธิ มีศักดิ์ และมีศรี เช่นเดียวกับเราเช่นกัน ประเด็นนี้ กรณีของคุณลิมจึงสะท้อนให้เห็นถึงการที่แพทย์ และสถานพยาบาลละเมิดสิทธิคนไข้ โดยคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับอย่างเดียว วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 119
         สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ กรณีที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ พยายามชักชวนให้คนไข้หรือญาติคนไข้เข้ารับการบำบัดรักษา เป็นการดีส่วนหนึ่ง ทำให้คนไข้ที่กลัวหมอ กลัวเข็มฉีดยา หรืออยากปรึกษาแพทย์ อาจรู้สึกดีขึ้น เพราะมีคนให้กำลังใจจะไปพบแพทย์ การให้ข้อมูลที่เหมาะสมเพียงพอ เป็นแรงจูงใจที่คนมากมายต้องการ เพื่อจะเข้ารับการตรวจรักษา อันเป็นการป้องกันผลประโยชน์ของคนไข้ หรือชี้ให้เขาเห็นว่า คนไข้จะได้ประโยชน์อะไรจากการไปพบแพทย์บ้าง เช่นกรณีที่มักจะบอกกันว่า ผู้หญิงอายุ 30 ปีขั้นไปแล้วควรตรวจภายในปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าเป็นมะเร็งมดลูกหรือเปล่า บอกได้ชวนได้ แนะนำได้ว่าควรไปโรงพยาบาลใด หรือบอกว่าที่โรงพยาบาลนี้ก็ดี แต่การแนะนำแพทย์ว่าควรให้หมอคนนั้นคนนี้ตรวจก็อาจทำได้สำหรับกรณีตรวจรักษาทั่วไปก็พอได้ เพราะเราอาจจะมีประสบการณ์หรือรู้มาก่อนว่า แพทย์คนนี้เป็นอย่างไร แต่โดยทั่วไป แพทย์ที่คุณธรรมและจรรยาบรรณแพทย์ มักจะไม่ต้องการให้แนะนำให้มารักษากับตน นอกจากให้คนไข้เกิดความรู้สึกอยากจะไปพบแพทย์จริง ๆ ก่อน หากคนไข้ไม่รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นหรือต้องการจะพบแพทย์แล้ว ไม่ควรชี้นำ นี่เป็นความรู้ที่แพทย์ผู้ใหญ่สมัยก่อนสอนดิฉันไว้ เพราะคนส่วนใหญ่ พอเราเห็นเขามีอาการผิดปกติ เราก็อยากช่วยเหลือ อยากแนะนำทันทีว่าไปผ่าตัดเสียเถอะนะจะได้ดีขึ้น คือชักชวนเกลี้ยกล่อมให้คนไข้ไปเสี่ยง ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าคนไข้จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตขนาดไหน หรือจะมีความเสียหายตามมาอย่างไร ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน คนชวนก็ไม่สามารถรับผิดชอบความเสี่ยงหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ แล้วก็จะรู้สึกผิด ไม่สบายใจ ซึ่งหากเรามีจิตใจที่ปรารถนาดี ไม่ได้มีเจตนาจะไปแสวงหาผลประโยชน์จากคนไข้ หรือพยายามจะล้วงกระเป๋าเอาจากเขา ก็เป็นเรื่องที่อาจต้องทำใจว่าเราทำไปด้วยความหวังดี เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ดิฉันจะเล่าประสบการณ์ในโรงพยาบาลให้ฟังในวันต่อไปค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 120
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ดิฉันเคยทำงานโรงพยาบาลเอกชนมาก่อน มีประสบการณ์ที่จะเล่าให้ฟังถึงความผิดพลาดในโรงพยาบาล อันสืบเนื่องมาจากการชักชวนให้คนไข้มารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งนั้น ดีที่ดิฉันได้รับคำเตือนจากอาจารย์มาก่อน จึงได้แต่นั่งดูนั่งฟังแพทย์พยาบาลจัดการกันเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่อาจารยแพทย์เคยเตือนไว้ ในปีหนึ่งนานมาแล้วนะคะ ทีมงานโรงพยาบาลออกแพทย์เคลื่อนที่ไปต่างจังหวัด วันนั้นขณะที่เรากำลังนั่งแจกยา แพทย์ก็รักษาไป ก็เห็นเด็กที่มีเนื้องอกแบบงวงช้างคนหนึ่งมาวิ่งเล่นอยู่ใกล้ พยาบาลเห็นเช่นนั้นก็ชี้ให้หมอดู แล้วก็เข้าไปบอกว่าควรจะตัดเสียนะ นานไปจะเป็นอันตราย แต่ถ้าผ่าตัดรักษาก็จะหาย ตกลงโรงพยาบาลก็รับเด็กคนนี้เข้ามากรุงเทพฯ เพื่อผ่าตัดฟรีทุกอย่าง ด้วยความเมตตาด้วย และด้วยหวังว่าจะทำเป็นข่าวโฆษณาโรงพยาบาลว่ามีจิตเป็นกุศล ซึ่งก็เป็นเรื่องดี การผ่าตัดดำเนินไปอย่างดี เด็กปลอดภัยหลังการผ่าตัด หมอผ่าตัดก็ดีใจ ส่งคนไข้หลังผ่าตัดเข้าห้องพัก มีการมอบหมายฝากงานกันอย่างดีตามปกติ เราเตรียมจะให้ข่าวหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น คืนนั้นเวรกลางคืนเป็นแพทย์เด็ก หรือกุมารแพทย์ มาเข้าเวรคือเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐบาล เสร็จงานประจำก็มาเข้าเวรดึกเป็ฯรายได้พิเศษ แล้วก็มีเหตุอันเหลือเชื่อเกิดขึ้น คือ คืนนั้นแพทย์เวรนอนหลับ และเด็กเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพียงพอจากแพทย์เวร ปกติคนไข้ผ่าตัดใหญ่เช่นนี้ จะต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด คอยตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้น แล้วก็ต้องรายงานแพทย์ผ่าตัดเป็นประจำ พยาบาลบอกว่า ปลุกหมอแล้ว แต่หมอเพลียมากไม่ยอมตื่น พยาบาลก็ถือว่าเป็นงานหมอ บอกแล้วก็ไปเพราะต้องดูแลคนไข้อื่น จึงเป็นเรื่องน่าเสียใจ เพราะลงทุนลงแรงกันไปมากมาย เด็กเองก็มีโอกาสจะมีชีวิตที่ดีกว่ารออยู่ เพียงเพราะความมักง่ายสับเพร่าของแพทย์เวรคืนนั้น ชีวิตของเด็กคนหนึ่งจึงหลุดรอยไป บังเอิญว่าเรารักษาให้ฟรีทุกอย่าง และโรงพยาบาลก็มีวิธีบอกกล่าวถึงสาเหตุว่ามันเป็นการผ่าตัดที่ยุ่งยากซับซ้อน ญาติคนไข้ไม่รู้ถึงความบกพร่องทางการแพทย์ ก็คิดว่าเด็กหมดเวรหมดกรรมแล้ว ก็ไม่มีการเรียกร้องอะไรเกิดขึ้น นี่เป็นอุจทาหรณ์ที่ไม่เคยพูดหรือบอกกล่าวให้คนภายนอกรับรู้ อย่างที่เรามักพูดกันเสมอว่า เบื้องหลักกำแพงตึกนี้ มีความลับมากมายที่ไม่เคยบอกกล่าวให้คนนอกรับรู้ คำพูดที่ว่า "วัวหายแล้วล้อมคอก " ดูจะใช้ไม่ได้ในวงการแพทย์ ดังเช่นกรณีของคุณลิมที่เราคุยกันเรื่องนี้มาหลายวัน แต่ยังไม่จบนะคะ พบกันใหม่พรุ่งนี้ สวัสดีค่ะ
 
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7
TOP