รายการวิทยุศึกษา : รายการคุยกับอรนงค์ FM.92 เวลา 09.00-14.00 น.
บทความ....ตอนที่ 1 - ตอนที่ 20
ตอนที่ 1
          สวัสดี ปีใหม่ค่ะท่านผู้ฟังที่รัก วันนี้เป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2546 เป็นวันแรกของปี หลายท่านคงเริ่มวันปีใหม่ ด้วยการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ หรือขอพรจากคุณพ่อคุณแม่ ท่านผู้ใหญ่ที่เรารักใคร่ใกล้ชิด หากเป็นเด็ก ๆ ก็คงดีใจที่จะได้เปิดของขวัญจากคุณพ่อคุณแม่ หรือพี่น้อง แต่หากผู้ใดไม่ได้รับของขวัญอย่างที่ต้องการ ก็ไม่ต้องเสียใจนะคะ เพราะคำว่า "ปีใหม่" ก็ถือเป็นของขวัญ ในวันใหม่สำหรับเราทุกคนอยู่ แล้ว ทำไมดิฉันจึงพูดว่า ปีใหม่เป็นของขวัญสำหรับเราทุกคนคะ ก็เพราะว่า ปีใหม่ คือโอกาสใหม่ ที่เราทุกคนจะได้มีโอกาสทำสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิต เป็นการตั้งต้นชีวิตใหม่ หากที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบกพร่องเกิดขึ้น ก็ไม่เป็นไร ให้อภัยตนเอง ให้อภัยคนที่ทำให้เราต้องเสียใจ แล้วก็จดจำแต่สิ่งดี ๆ ไว้ แล้วอะไรที่เคยทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ทำได้ไม่ดีดังที่ต้องการ ปีใหม่นี้เราก็มาเริ่มทำกันใหม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า โอกาสทำความดี ทำสิ่งใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง หรือกับครอบครัว ตลอดจนกับผู้คนในสังคมเรานั้น เราสามารถทำให้ตลอดเวลา ตลอดปี และตลอดไปสวัสดีปีใหม่ค่ะ
ตอนที่ 2

         สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านผู้ฟังที่รัก วันนี้เป็นวันที่สองของเดือนแล้วนะคะ แต่ก็ยังอยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลองปีใหม่กัน หลายท่านอาจได้รับพรปีใหม่กันมามากมายแล้ว หรืออาจจะเป็นผู้ให้ ให้พรและให้ความสุข หรืออาจจะให้โชคลาภกับลูก ๆ หลาน ๆ กัน ถึงวันนี้ เคยได้วางแผนการในชีวิตไว้บ้างหรือเปล่าค่ะ ว่าปีใหม่นี้ เรามีแผนการจะทำอะไรกันบ้าง เรียกว่า เป็นการตั้งเป้าหมายไว้ให้ตนเองว่าจะทำอะไรให้กับตัวเองและคนที่เรารักกันบ้าง และที่ผ่านมา หลาย ๆ คนก็คงจะได้ตรวจสอบไปบ้างแล้วว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อปีก่อน มีอะไรที่บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการบ้าง
         นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่แต่ยังไม่จบ แต่ละปีกำหนดว่าจะสอบให้ได้กี่หน่วยกิจ หรือหากอยู่ปีสุดท้าย เหลืออีกไม่กี่หน่วยกิจ ปีนี้จะต้องจบให้ได้ หรือปีนี้เรียนจบแล้วจะต้องหางานทำให้ได้ งานอะไรก็ได้ หรือหากไม่ได้ เราก็จะต้องมีแผนรองรับไว้ว่า หากไม่ได้งาน อาจจะต้องเรียนต่อปริญญาโทไปก่อน หรือถึงไม่จบใกล้จบ ก็อาจต้องหางานทำไปด้วย เรียนไปด้วย ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน การวางแผนให้กับตนเอง หรือตั้งเป้าหมายไว้ ก็จะช่วยให้เราทุกคน มีแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ไห้ได้ค่ะ

ตอนที่ 3
          สวัสดีปีใหม่ค่ะ ท่านผู้ฟังที่รักคะ เรายังอยู่ในสัปดาห์แรกของปีใหม่ วันที่ 3 มกราคม 2546 ค่ะ และหลาย ๆ ท่านอาจจะยังวุ่นวายอยู่กับการจัดงานปีใหม่ จัดของขวัญไปไหว้ท่านผู้ใหญ่กันยังไม่หมดง่าย ๆ นะคะ ยิ่งอายุคนเรามากขึ้น ผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีอิทธิพลกับการดำเนินชีวิตของเรา ของคนในครอบครัวเราก็มีมากไปด้วย อย่างไรก็ตาม การให้ของขวัญนั้นเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรจะมีขอบเขตที่จำกัด หรือลดปริมาณลงบ้าง แม้ว่าท่านจะได้ชื่อว่า เป็นคนมีเงินหรือร่ำรวยก็ตาม เพราะการให้สิ่งของที่มีราคาสูง โดยไม่ตั้งใจอาจกลายเป็นการสร้างค่านิยมในทางลบ ยกตัวอย่างเช่นปีนี้ได้รับของขวัญราคาสูง ปีต่อไปคนที่ได้รับก็อาจจะคาดหวังของดีราคาเดียวกัน หรือคนให้ก็อาจรู้สึกผิดปีนี้ให้เท่านี้ ปีต่อไปก็จะต้องหาให้ดีเหมือนปีก่อน หรือดีกว่าเก่า ทำให้เกิดความคาดหวังและพยายามวิ่งตามความคาดหวัง หากไม่เป็นไปตามนั้น ทั้งสองฝ่ายก็อาจจะรู้สึกไม่ดี ไม่สบายใจ เพราะต่างฝ่ายต่างไปยึดติดที่ราคาของของขวัญ จนลืมว่า คุณค่าของวันปีใหม่ อยู่ที่การทำใจให้สดชื่น พึงพอใจกับสิ่งที่เรามี สุขใจกับสิ่งที่เราได้รับ และเมื่อจะให้ของใคร ก็ให้ด้วยความรู้สึกที่ตระหนักถึงมิตรภาพระหว่างกัน ให้ด้วยน้ำใจไมตรี ด้วยความรู้สึกดี ๆ ที่มาต่อกัน ไม่ใช่ที่ราคาของขวัญที่ได้รับหรือที่เราจะให้ใครสักคน ที่สำคัญ หากผู้ให้ซึ่งตระหนักถึงคุณความดีที่ผู้ใหญ่ให้กับตน จึงขวนขวายจะหาของดี ๆ สิ่งดี ๆ มาให้เพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณ โดยไม่คำนึงว่า ขณะนั้นสถานภาพและฐานะทางการเงินของตนเป็นเช่นไร การกระทำใด ๆ ที่เกินฐานะของตนเอง อาจนำความเสียหาย หรือสร้างปัญหาให้กับตนเองและครอบครัวได้ เพราะฉะนั้นจะทำอะไร ก็ขอให้ทำแต่พอดี ที่ไม่ทำให้ตัวเราและคนใกล้ต้องเดือดร้อน เรียกว่าคนรับก็สบายใจ คนให้ก็ไม่ทุกข์ใจค่ะ
สวัสดีปีใหม่อีกครั้งนะค่ะ
ตอนที่ 4
          สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านผู้ฟังทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันด้วยเรื่องการให้ของขวัญวันปีใหม่กันต่อนะคะ โดยเฉพาะในการให้ของขวัญระหว่างหัวหน้างาน กับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนนะคะ เราจะพบว่า แม้รัฐบาลจะห้ามไม่ให้ให้ของขวัญวันปีใหม่กับข้าราชการระดับสูง แต่ดูเหมือนก็ไม่สามารถจะห้ามปรามพฤติกรรมดังกล่าวกันได้เลยนะคะ คงเป็นเพราะคนไทยเป็นคนที่ถูกอบรมให้มีความกตัญญูรู้คุณคนสูง ขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในฐานะจะให้"คุณ" กับใคร ๆ หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ก็มักจะหลงลืมไปว่า ในความเป็นผู้ใหญ่ หรือได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้า เป็นผู้นำในตำแหน่งใดก็ตาม ถึงตำแหน่งนั้นจะอยู่ในฐานะให้คุณและให้โทษกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ แต่"ผู้ใหญ่ที่ดี ที่เป็นคนใหญ่จริง ๆ " ย่อมจะไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นเครื่องมือในการให้ประโยชน์ส่วนตัวกับคนหนึ่งคนใด รวมทั้งไม่ให้ประโยชน์ส่วนตัวกับตัวเองด้วย หากทุกคนปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเองไปตามปกติแล้ว ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความชอบธรรม ทำแล้วผู้กระทำก็จะรู้สึกอิ่มเอิบซาบซ่านด้วยความรู้สึกดี ๆ เกี่ยวกับตนเอง ที่ทำในสิ่งที่ดี ถูกต้องและยุติธรรม ถือว่าได้ทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะไม่เกิดความรู้สึกคาดหวัง ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องนำสิ่งของเป็นของขวัญพิเศษมาให้ ตรงกันข้าม หัวหน้าที่พบว่า ตำแหน่งหน้าที่ ฐานะทางการเงินของตนดีขึ้น ก็ต้องรู้สึกขอบใจผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้งานบรรลุเป้าหมายในที่สุด เพราะหัวหน้าคงทำงานตามลำพังไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่ผู้ใหญ่หรือหัวหน้าจะต้องเป็นผู้เตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการแบ่งปันความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อแสดงความขอบใจพนักงานใต้บังคับบัญชาทุกคน สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ตอนที่ 5

           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่รัก วันนี้เรากลับมาคุยกันอีกครั้งด้วยเรื่องของการให้ในวันปีใหม่นะคะ เพราะการให้เป็นเรื่องดี ที่ทำให้ผู้ให้มีความสุข และผู้รับก็ปลื้มปิติมีความสุขไปด้วย การให้นั้นมีได้หลายวิธี ไม่จำเป็นจะต้องให้ด้วยการให้ของขวัญเสมอไปนะคะ โดยเฉพาะในวันปีใหม่นั้น ผู้คนส่วนใหญ่จะนิยมส่งคาร์ดอวยพรปีใหม่ไปให้ เพราะราคาไม่แพง สามารถทำได้ทีเดียวหลาย ๆ คน ประหยัดเงิน ประหยัดเวลาไม่ต้องถือของไปให้ ที่สำคัญเนื้อหาของคาร์ดเหล่านั้น สามารถพูดแทนความรู้สึก หรือสะท้อนความปรารถนาดีที่ผู้ส่ง ต้องการส่งมาให้ผู้รับได้ดีกว่าการแต่งคำพูดกันขึ้นมาเอง นอกเสียจากผู้ส่งจะเป็นนักกลอน และต้องการส่งบทกลอนที่แต่งขึ้นเองจากความรู้สึกมาให้บุคคลที่ผู้ส่งต้องการบอกความในใจ ซึ่งนับเป็นความประทับใจสำหรับผู้รับเป็นอย่างสูง ด้วยเหตุนี้ จึงมีการทำคาร์ดวันปีใหม่ออกมาวางตลาดขายกันทั่วไป ส่วนใหญ่ จะมีรูปสวย ๆ หายากทำยาก หรือสะท้อนถึงความเคารพยกย่อง ให้เกียรติที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ พร้อมคำอวยพรที่ไพเราะ ดังคาร์ดฉบับที่อยู่ในมือดิฉันขณะนี้ เขียนไว้ว่า

ด้วยศรัทธา สู่ถ้อย ร้อยเรียงพร
ขอน้อมวอน เทพไท้ ในแดนสรวง
ปกปักษ์ท่าน และครอบครัว ทั่วทั้งปวง
ได้ลุล่วง เจตประสงค์ จำนงค์พร

           สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีหัวหน้าหลายคนหลายระดับ หากจะต้องส่งคาร์ด ส่งของขวัญมาให้หัวหน้า อาจเป็นภาระที่หนักมากเช่นกัน แม้จะเป็นเพียงการส่งคาร์ด ด้วยเหตุนี้ วิธีที่ถือปฏิบัติกันตลอดมา คือเมื่อวันปีใหม่ที่มีโอกาสได้พบผู้ใหญ่ หรือหัวหน้านายจ้างอีกครั้ง ถึงจะไม่มีของให้ ก็กล่าวคำว่า "สวัสดีปีใหม่ครับ/ค่ะ" พร้อมกับยกมือไหว้ เท่านั้นก็พอค่ะ

BACK TO TOP
ตอนที่ 6
           สวัสดีปีใหม่ อีกครั้งค่ะ ท่านผู้ฟังที่รัก
เมื่อวานนี้ เรายังคุยกันถึงวิธี หรือรูปแบบการแสดงน้ำใจในวันปีใหม่ ระหว่าง ผู้บังคับบัญชา กับผู้ใต้บังคับบัญชานะคะ บ่อยครั้งที่เราพบว่า เมื่อรัฐบาลเตือนมาว่า อย่าได้มีการมอบของขวัญมีค่าให้ข้าราชการในปีนี้ ก็มีการติดประกาศบอกกล่าวกันถ้วนหน้า แต่หัวหน้างานหลายก็มีวิธีการที่แสดงออกถึงความต้องการ ที่จะได้รับของขวัญมีค่าจากผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นแสดงความชื่นชม ชมเชยคนที่นำของขวัญมาให้ว่า " เออ….เขาช่างมีน้ำใจ ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้ช่วยเขาเท่าไรเลยนะนี่! แต่ของคุณนี่ ไม่ต้องให้ผมหรอกนะ! " คำพูดลักษณะนี้ หากผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่สนใจความหมายซ่อนเร้นที่ส่งมาก็ได้ ก็ถือว่าฟังท่านชมแล้วก็จบ แต่หลาย ๆคน ก็จะอ่อนไหว เพราะรู้สึกว่า ผู้บังคับบัญชากำลังบอกว่า
" ขนาดคนที่ท่านไม่ได้ช่วยเท่าไร ยังให้ท่านขนาดนี้ แล้วเธอล่ะ ฉันช่วยเธอตั้งมาก จะให้อะไรฉัน?"
คำพูดลักษณะนี้ สุภาษิตไทยเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะ "ปากว่า ตาขยิบ" คือห้ามว่าอย่านำของขวัญมาเลย แต่ชื่นชมคนที่นำมาให้ เป็นการแสดงความพึงพอใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รู้สึกว่า "เธอควรจะต้องให้ของขวัญให้ท่าน และหากไม่ให้ ก็จะต้องมีความรู้สึกผิดเกิดขึ้น!" เพราะฉะนั้นการได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าคน เป็นผู้นำคนนั้น จะต้องระมัดระวัง และมีความสำรวมในการพูด และการแสดงพฤติกรรมให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่าย "การกระทำส่งเสียงดังกว่าคำพูดค่ะ" สวัสดีสำหรับวันนี้ค่ะ
ตอนที่ 7
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่รัก สัปดาห์แรกของปีใหม่ได้ผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็วนะคะ เหมือนคำพูดที่ว่า " เวลาและวารีไม่ยินดีจะคอยใคร " ประโยคนี้พูดแล้วก็นึกเห็นภาพเลยนะคะว่า เวลาหมุนผ่านไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถจะเรียกกลับคืนมาได้ ตัวเลขเพิ่มอายุให้กับสังขาร แล้ววันวานก็ผ่านไป เพราะฉะนั้นเวลาแต่ละนาที แต่ละชั่วโมง แต่ละวัน นับว่ามีค่าควรแก่การที่จะดูแล ถนอมใช้ให้ดีที่สุดนะคะ และเมื่อพูดถึงเวลา หลาย ๆ ท่าน อาจเกิดความรู้สึกเครียด เพราะเห็นภาพพฤติกรรมความเร่งรีบ แข่งกับเวลา ผู้คนมากมายเกิดความรู้สึกอยากจะแข่งขันกันและกัน หากรู้สึกหรือคิดเช่นนั้น ก็ขอบอกว่า ลักษณะนั้นไม่เรียกว่า คนใช้เวลา แต่กลายเป็น คนตกเป็นเหยื่อของเวลา หรือเวลามันกำลังใช้คนนะคะ สุดท้ายเราอาจกลายเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่าง เพียงเพราะเราใช้"เวลา" ไม่เป็นกันค่ะ การใช้เวลาให้เป็น ความจริงเป็นเรื่องปกติของชีวิต ไม่ต้องจริงจังคิดถึงแต่เวลา จนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่กับเวลาขณะนั้น ก็เหมือนกับการดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติ ถึงเวลานอนก็ต้องนอน ถึงเวลาตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อทำกิจวัติประจำวันอย่างขยันขันแข็ง ไปโรงเรียน ไปทำงาน ทำหน้าที่ของความเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นผู้ใหญ่ เป็นเด็ก เป็นนักเรียน ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบในชีวิตประจำวันของตนให้ดีที่สุด เท่านั้นก็ถือว่า เรารู้จักใช้เวลาให้มีค่าแล้วค่ะ และเราจะกลับมาคุยกันต่อในเรื่องของการใช้เวลาในวันต่อไปนะคะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 8
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อวานนี้เรายังคุยกันถึงเรื่องการใช้เวลา แทนที่จะเป็นการฆ่าเวลาอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ขณะนี้นะคะ ทำไมถึงเรียกว่าการฆ่าเวลานะหรือคะ? ก็คงจะเป็นเพราะชีวิตผู้คนในกรุงเทพฯนั้นสับสนวุ่นวาย ซ้ำยังขาดการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้เวลาถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาไปอยู่ต่างจังหวัด ผู้คนที่นั้นจะพูดอย่างมีอารมณ์ขันว่า ชีวิตของคนในต่างจังหวัดนั้น มีเวลามากกว่าคนกรุงเทพฯ อย่างน้อยก็ สองชั่วโมง ฟังแรก ๆ ก็จะงง ๆ ต่อมาจึงถึงบางอ้อ …และอ๋อ ที่ว่าคนต่างจังหวัดมีเวลามากกว่าคนกรุงเทพ ฯ สองชั่วโมง ก็เพราะ การจราจรในกรุงเทพฯนั้นรถติดมาก แต่ต่างจังหวัดไม่มี คนกรุงเทพฯใช้เวลาเดินทางในช่วงเช้าและช่วงเย็นหลังเลิกงานกันสองถึงสี่ชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นเวลาของเราจึงหายไปสองถึงสี่ชั่วโมง คือเวลานั้น หมดไปกับจราจรติดขัด รถติดบนถนน การหมุนโทรศัพท์ การไปติดต่องานกับราชการหน่วยไหนก็ตาม ต้องใช้เวลารอคอยกันเป็นวัน แม้กระทั่งจะไปหาหมอ ความตายก็ยังต้องรอ เพราะฉะนั้นเราจึงเหลือเวลาทำงานกันจริงๆไม่เท่าไร โดยเฉพาะเวลาที่เหลือให้เรานั้นถ้าท่านไม่รู้จักใช้มันให้ถูกวิธีละก็ คงเหมือนไก่ที่ถูกเชือดคอส่งเสียงร้องวิ่งไปวนมาโดยไม่ได้อะไรก่อนจะล้มลงขาดใจตาย สำหรับผู้ที่ต้องการจะใช้เวลาให้มีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด ดิฉันจึงใคร่เสนอเทคนิคที่ท่านสามารถจะนำเอาไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวันได้สิบประการด้วยกัน ติดตามได้พรุ่งนี้ค่ะ
ตอนที่ 9
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ วันนี้เราจะกลับมาคุยกันถึงการใช้เวลาให้เหมาะสม เริ่มตั้ง
- การวางแผน การวางแผนในแต่ละวันของชีวิตการทำงานเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและการจะก้าวไปสู่โอกาสที่ดีกว่า ทำรายการเรียงลำดับหัวข้อสำคัญๆที่ท่านทำให้เสร็จในวันนั้นอย่างน้อย 2-3 เรื่อง รวมถึงเป้าหมายความสำเร็จในระยะยาวด้วย จำไว้ว่า ยิ่งเราใช้เวลาวางแผนสำหรับโครงการหนึ่งๆมากเท่าไร โอกาสผิดพลาดและเวลาที่จะใช้งานนั้นจะลดน้อยลงเท่านั้น ฉะนั้น อย่าให้งานประจำวันยุ่งมาก จนมาแย่งเวลาวางแผนการใช้เวลาของท่านไปเสีย
- ที่สำคัญ ให้ตั้งใจจรดจ่อต่องานทีละอย่าง ผู้มีปัญหากับเวลาสืบเนื่องจากพยายามทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้งานแต่ละอย่างใช้เวลานาน เพราะฉะนั้นทำทีละอย่างโดยไม่มีการหยุดชะงัก แม้ว่าบางครั้งเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการสอดแทรกโดยทางโทรศัพท์ ก็ตาม สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันวันพรุ่งนี้สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 10
           สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่รัก กลับมาคุยกันอีกครั้งด้วยเรื่องของการใช้เวลาค่ะ เมื่อวานนี้ เราพูดถึง การวางแผนการใช้เวลา และให้ตั้งใจจดจ่อต่อการทำงานทีละอย่าง นอกจากนั้น
- หาเวลาพักบ้าง การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ยอมเสียเวลาพักเลย เป็นการใช้เวลาที่ขาดประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้แรงกายลดหย่อนไป เกิดอาการเบื่อหน่าย ร่างกายตึงเครียด ฉะนั้น ควรปลีกเวลาสักสองสามนาทีลุกขึ้นเดินเปลี่ยนอริยาบท การพักผ่อนแม้เพียงครู่เดียวก็เป็นการเพิ่มสมรรถภาพของสุขภาพ และถือได้ว่าเป็นการรู้จักใช้เวลาได้ถูกต้อง
- นอกจากนั้น หลีกเลี่ยงการปล่อยเอกสารให้กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด โดยหวังว่าใบที่สำคัญที่สุดจะโชว์ตัวของมันมาเอง เมื่อไรที่คุณพบว่าบนโต๊ะทำงานล้นหลามไปด้วยงานมากมายหลายชิ้น โปรดสละเวลารวบรวม จัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ อ่านดูความสำคัญแล้วแยกประเภทของเอกสารทันที ซึ่งจะมีประเภทต้องดำเนินการทันที ประเภทที่สำคัญรองลงไป ประเภทที่ยังไม่ตกลงใจแน่นอน และประเภทเอกสารที่ต้องใช้เวลาอ่านรายละเอียด ต้องจัดแยกเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง สร้งบรรยากาศที่มีระเบียบเรียบร้อยเพื่อให้สามารถตั้งใจจรดจ่อกับงานทีละอย่างโดยไม่ต้องวิ่วนค้นแล้วค้นเล่าก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหน
- ก็ลองนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติดูบ้างนะคะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ
BACK TO TOP
ตอนที่ 11
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันต่อเนื่องเรื่องการใช้เวลานะคะ มีการวางแผนที่ดี มีความตั้งใจจดจ่อต่องานทีละอย่าง รู้จักหาเวลาพักจากการทำงานบ้าง นอกจากนั้น ก็อย่าปล่อยเอกสารให้กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด เห็นแล้วตัวเองก็หมดอารมณ์จะทำงานต่อไปนะคะ และที่สำคัญก็คือ
- อย่าพยายามเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ ลักษณะของผู้ทีพยายามทำงานให้สมบูรณ์แบบกับการทำงานให้ได้ผลดีที่สุดนั้นต่างกัน หัวหน้างานบางคนที่วุ่นวายอยู่กับงานละเอียดเล็กๆน้อยๆ โดยปล่อยให้เรื่องใหญ่ผ่านไปกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง คุณต้องรู้ชนิดของงานที่คุณทำว่าเป็นงานของเสมียนหรือฝ่ายบริหาร และส่วนไนหนอยู่ในความรับผิดชอบของคุณ และต้องชัดเจนก็คือ
- อย่าเกรงกลัวต่อการใช้คำปฏิเสธ เทคนิคในการประหยัดเวลาคือรู้ว่าเมื่อไรควรจะใช้คำว่า "ไม่" ปฏิเสธที่จะรับงานมากองสุมไว้ในขณะที่งานเก่ายังกองรวมกันอยู่อีกมาก รู้ความสามารถและกำลังกายของตนเอง การไม่กล้าปฏิเสธจะมีแต่สร้างปัญหาความไม่สบายใจแก่ตัวคุณเอง และไม่สบอารมณ์กับผู้ที่มอบหมาย เพราะฉะนั้นจงใช้วิจารณญานและการไตร่ตรองให้รอบคอบ สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 12
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่รัก เมื่อวานนี้ เราคุยกันถึงการใช้เวลาให้เหมาะสม ส่วนหนึ่งคือ การรู้จักปฏิเสธ หรือรู้จักประมาณตนเองว่าทำงานได้มากน้อยแค่ไหน อย่าเกรงกลัวที่จะปฏิเสธ ไม่เช่นนั้น งานที่รับมากองไว้ตรงหน้าอาจไม่เสร็จ มีปัญหาหรือสภาพจิตของคุณก็ต้องหวานอมขมกลืน กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนะคะ ที่สำคัญ
- อย่ารีรอ การรีรอหรือผลัดวันประกันพรุ่ง จะฝังรากลึกกลายเป็นนิสัย ซึ่งยังสามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยใช้ระบบที่ถูกต้องเหมาะสมได้ คือ เมื่อตัดสินใจจะทำอะไรต้องเริ่มลงมือจัดการทำทันทีอย่ารีรอ ผัดวันประกันพรุ่ง และที่สำคัญอย่าทำอะไรที่มากเกินไป เพียงพยายามผลักดันตนเองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละอย่าง ทำในสิ่งที่คุณเคยผลัดวันประกันพรุ่ง เอาไว้เป็นการเริ่มต้นของวันใหม่ จะทำให้คุณรู้สึกสบายใจที่จประสบผลสำเร็จในงานที่คุณไม่ชอบมาก่อนแต่เช้าตรู่
- กำจัดให้หมดเชื้อ กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา เปรียบได้คล้ายมะเร็ง ถ้าค่อยสกัดออกก็มีแต่จะแผ่ขยายกว้างออกไปเรื่อยๆวิธีเดียวก็ที่จะรักษาได้คือผ่าตัดให้หมดเชื้อไปเลย ถ้ารู้สึกว่าคุณกำลังเสียเวลากับกิจกรรมที่น่าเบื่อหน่าย ทำให้คุณเสียเวลาจากการก้าวไปถึงเป้าหมายที่แท้จริง จงกำจัดตัวเองออกมาจากสิ่งนั้นเสีย วิธีนี้นำมาใช้ตรวจสอบนิสัยตลอดจนกิจกรรมประจำวันซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานของคุณ ถ้าพบว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ หรือเป็นสาเหตุนำไปสู่ความรู้สึกว่าผิดพลาดก็กำจัดนิสัยนั้นเสีย
สำหรับวันนี้ ต้องลาไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 13
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่รัก วันนี้ เรามาคุยต่อเรื่องการใช้เวลาให้เหมาะสมอีกสักหน่อยนะคะ โดยเฉพาะเมื่อท่านเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้บริหารก็ตามนะคะ เมื่อเราเรียนรู้จักจัดการกับหน้าที่การงานของเราอย่างถูกต้องเหมาะสมดีแล้ว หัวหน้าต้องรู้จัก
- มอบหมายและกระจายความรับผิดชอบ ขั้นแรกคือเรียนรู้ในการฝึกงานให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาบ้าง และมอบหมายความรับผิดชอบบ้าง และแบ่งอำนาจให้ผู้ผ่านการฝึกงานมาแล้วรับไปทำ คุณไม่ควรวุ่นวายทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่เรื่องเล็กไปเรื่องใหญ่ นั่นไม่ใช่การใช้เวลาที่ถูกต้อง การได้ชื่อว่าเป็นนาย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงมือทำทุกอย่าง กอบโกยเอาอำนาจมากองไว้ใต้ฝ่าเท้า เพราะมันมีแต่จะทำลายตัวคุณเอง นอกจากนั้น - อย่าเป็นโรคแต่งกับงานหรือ Workoholic (เวิคคอโฮลิค) นักธุรกิจและนักบริหารทำงานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าให้งานนั้นมาเป็นอุปสรรคหรือรบกวน สิ่งสำคัญในชีวิตของคุณ เช่น เพื่อน ครอบครัวและการให้ความเอาใจใส่ต่อสุขภาพ คนที่แต่งกับงานหรือประเภททำงานไม่เคยหยุดไม่เคยขาด ไม่ยอมไปพักผ่อน ไม่ให้เวลากับคนในครอบครัวไม่ว่าจะในเรื่องใดๆทำแต่งานถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ "แปลกประลาด" และจัดได้ว่าเป็นบุคคลที่ใช้เวลาไม่เป็น ไม่ว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการงานสูงส่งแค่ไหน ถ้าคุณเป็นประเภทนี้ลองนั่งเรียงรายการดูซิว่า ลำดับของครอบครัวคุณอยู่ในระดับไหน อย่าโกหกตัวเองโดยอ้างว่าสิ่งที่คุณทำไปนั้นก็เพื่อสวัสดิภาพของเขา เพราะสิ่งที่เขาต้องการจากคุณมากเช่นกันก็คือ "เวลา" จากคุณ สิ่งที่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ การจัดการกับเวลาให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันของทุกท่าน อดีตคือสิ่งที่เราไม่สามารถเรียกกลับคืน และอนาคตเป็นเพียงมโนภาพ คุณมีเพียง "วันนี้" เท่านั้น ฉะนั้น ลงมือทำเสียเดี๋ยวนี้ และขอฝากแถมท้ายจากนักปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า "เมื่อวานเป็นเพียงเช็คที่ยกเลิก พรุ่งนี้เป็นเพียงคำสัญญาบนกระดาษ วันนี้คือเงินสด ฉะนั้น เรามาใช้เงินสดกันเถอะค่ะ!"
ตอนที่ 14
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่รัก กลับมาคุยกันด้วยเรื่องราวของชีวิตนะคะ "เขา" บอกว่า ชีวิตนั้นเป็นศิลปวัตถุอันหนึ่ง ซึ่งจะต้องรู้จักสร้างทำด้วยมือที่ฉลาด
หมายความว่า การดำเนินชีวิตนั้น เป็นศิลปอันหนึ่งซึ่งจะต้องรู้จักและเข้าใจวิธีทำ และวิธีที่ดีที่สุดนั้น "นักปราชญ์" เห็นว่า ก็คือรู้จักดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับฐานะและให้เป็นไปตามรสนิยมของตนเอง การจะต้องการอะไรสูงเกินไปกว่าที่จะพึงมีได้ในฐานะของเราแล้ว ก็ยากที่จะเป็นไปได้ ! หรือหากตะเกียกตะกายจนได้มาแล้ว มันก็อาจจะอยู่กับเราได้ไม่นาน หรืออยู่แล้วก็อาจสร้างภาระปัญหามากมายให้กับชีวิตของเรา แทนที่ได้แล้วจะดีขึ้น กลับอาจจะต้องเป็นทุกข์ไปนาน ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะ ช่วงเศรษฐกิจดี คนมากมายมองหาแต่โอกาสที่จะลงทุน อะไรที่เขาว่าดี ควรจะต้องไปซื้อหาไว้เก็งกำไร แม้จะไม่มีความรู้ในเรื่องการลงทุน แต่เห็นเพื่อน ๆ ชวน หรือความโลภอยากได้กำไรเพิ่ม หรือเพราะเกรงจะถูกล่าวหาว่า "เชย " ไม่รู้จักฉวยโอกาส ประเภทน้ำขึ้นให้รีบตัก หลาย ๆ คนก็ทำกันเช่นนี้ รวมถึงการเล่นแชร์ ไม่ว่าจะเป็นแชร์แม่ชม้อย แชร์ฟ้าสีคราม หรือแชร์อะไรก็ตาม คนที่เล่นส่วนใหญ่ เล่นเพราะเขาชวนให้เล่น เชื่อว่าเล่นแล้วจะได้กำไร ไม่ได้ก้มมองตนเองว่า หากพลาดพลั้งไปจะแก้ไขอย่างไร
เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะรู้จักประมาณตนเอง ไม่ควรหวังผลกำไรในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ชัดว่า เงินเข้าออกจากทางไหน กำไรกันอย่างไร เพราะเมื่อแชร์ล้ม หุ้นตกทั้งหลายนั้น สุดท้ายตัวเราซึ่งมีเงินไม่มากพอจะจ่ายให้กับความเสียหายนั้น ก็อาจจะหมดตัว หรือกลายเป็นหนี้สินกันดังที่เห็น ๆ หรือได้ยินกันอยู่ทุกวันนี้นะคะ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความโลภ หรือความต้องการที่สูงเกินจากฐานะปกติของเราไปค่ะ วันนี้ต้องลาก่อนแล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 15
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ช่วงนี้อากาศตอนเช้าน่าสบายมากเลยนะคะ แม้ว่าจะเป็นฤดูหนาว แต่ความหนาวก็ไม่ได้รุกรานเรามากจนถึงกับหนาวสั่น เพียงแต่ต้องใส่เสื้อให้หนาสักนิดในตอนเช้า ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัดเป็นไข้จากความเย็น อากาศเย็นสบายขนาดนี้ หากใครได้ตื่นแต่เช้า ท้องฟ้ายังขมุขมัว เมฆหมอกบาง ๆ ลอยตัวอ้อยอิ่งปกคลุมอยู่ตามยอดไม้ แทบจะมองไม่เห็นแสงเรื่อ ๆ ของตะวันที่กำลังสาดแสง ลมเย็น ๆ พัดกรรโชก มวลแมกไม้เริ่มขยับตัว พร้อม ๆ กับเสียงนกร้อง และหากโชคดีก็อาจจะได้เย็นเสียงไก่ขันสำหรับคนที่อยู่ชานเมือง บรรยากาศอย่างนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ อีกแล้วในสังคมที่ผู้คนต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน ออกทำมาหากินกันตั้งแต่ใกล้รุ่ง จนแทบไม่เคยใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมใกล้ ๆ และง่าย ๆ ในการเก็บเกี่ยวความสุขจากธรรมชาติ จากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเราเอง ทั้ง ๆ ที่ เหตุผลในการดิ้นรนออกไปทำมาหากินกันเช้าค่ำทุกวันนี้ ก็ด้วยเพียงจุดมุ่งหมายหรือบทสรุปง่าย ๆ ก็คือเพื่อชีวิตจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข ความสุขของชีวิตคือจุดสุดยอดของความต้องการในมนุษย์ แต่เป็นที่น่าสังเกตเช่นกันนะคะว่า ผู้คนมากมายไม่ได้เข้าใจจริง ๆ ว่าความสุขในชีวิตนั้นคืออะไร ความจริงก็คือ ความสุขเกิดจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเรา เช่น เสียงเพลง เสียงนกร้อง สายลม แสงแดด เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย โต้เถียงกัน ของเด็ก ๆ การแสดงความรัก ความเมตตา เอื้ออาทร ระหว่างคนในครอบครัว และกับผู้คนทั่วไป สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่เรียกว่า เป็นความสุขในชีวิตประจำวัน และหากเรามองหาไม่พบ มองไม่เห็นกัน ก็อย่าหวังเลยว่า จะรอไปอีกสิบปียี่สิบปีข้างหน้าแล้วจะค้นพบนะคะ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามามองหาความสุขในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆตัวเรากันดีกว่าค่ะ สวัสดีแล้วพบกันใหม่ค่ะ
ตอนที่ 16
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เราได้คุยกันถึงเรื่องของความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเรานะคะซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถเก็บเกี่ยวเอาไว้เป็นทุน หรือเป็นกำไรของชีวิตก็ได้ ในการทำงานให้บริการปรึกษาแนะนำของมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ ที่ดิฉันทำอยู่ทุกวันนี้นะคะ ปัญหาส่วนใหญ่ ของผู้คนที่มาปรึกษา ก็คือความไม่เป็นสุข มีความทุกข์ ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่คละกันไปหมด แต่เบื้องหลังของความต้องการแก้ไขปัญหาก็เพื่อจะช่วยให้แต่ละคนมีความทุกข์น้อยลง และมีความสุขขึ้นบ้าง หรือมีความสุขอย่างสมบูรณ์ แต่ที่น่าเศร้าก็คือ คนส่วนใหญ่มักมุ่งมองประเด็นที่ไกลตัวออกไป เช่น หญิงชายมากมายทำงานหนักมาก พยายามกระเบียดกระเสียน เก็บหอมรอบริบด้วยความคิดที่ว่า วันหนึ่งเมื่อเกษียร เมื่อแก่แล้วจะไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไปทัศนาจรไกล ๆ ทุกคนจึงมุ่งทำงานตัวเป็นเกลียวด้วยความหวังว่าจะวันหนึ่งความฝันที่ตั้งใจไว้จะเป็นความจริง ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดหรอกนะคะที่คนเราจะมีความสุขอยู่กับความฝันที่วาดไว้ แต่เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ด้วยนะคะว่า บางทีเราอาจจะเหนื่อย จะเจ็บป่วยหรือล้มหายตายจากไปก่อนที่วันของความฝันจะมาถึงได้ เพราะฉะนั้น จะเพียงนั่งนึกฝันหรือวางแผนไว้อย่างเดียวคงไม่ได้ คงจะต้องมองให้เห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเรานี้ให้ได้ว่ามีอะไรบ้าง รู้จักทำตัวให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมีอยู่ พึงพอใจในตัวเองในวันนี้ในขณะนี้ ก็เหมือนการเลี้ยงดูลูก ๆ เลี้ยงดูเด็ก ๆ หลายคนบอกว่าให้พี่เลี้ยงคนเลี่ยงไปก่อน อีกหน่อยมีเงินแล้วพ่อแม่ค่อยมีเวลาดูแลเด็ก ๆ แต่ลืมคิดไปว่าในวาระที่ลูก ๆ ยังเด็กนั่นแหละคือเวลาที่ลูกต้องการพ่อแม่ พ่อแม่ก็ต้องสนุกกับการเป็นพ่อแม่ จะปล่อยให้คนอื่นเลี้ยงดูไปก่อน พอถึงเวลาพ่อแม่บอกว่าพร้อมแล้ว เด็ก ๆ อาจโตจนไม่สนใจและไม่ต้องการพ่อแม่แล้วก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้นเหลียวไปมองรอบ ๆ มีความสุขและสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ นั่นคือความสุขที่แท้จริงขณะนี้ค่ะ สวัสดีแล้วพบกันใหม่ค่ะ
ตอนที่ 17
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ ความสุขเป็นเรื่องใกล้ตัว มองหาและพบได้ไม่ยาก เพียงเรารู้จักมอง และเห็นถึงความงดงามในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเรา เช่นกันนะคะ ความสุขเป็นเรื่องที่จะต้องรู้จักฝึกหัด หัดให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขอยู่บ้าง อยู่ได้ด้วยความพึงพอใจ หรือมองหาสิ่งดี ๆ แม้ในวาระที่สถานะการณ์และเหตุการณ์มันแย่จริง ๆ เราก็ยังมองเห็นคุฯค่าของบทเรียน ของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำความเข้าใจ ให้กำลังใจตนเอง เท่านี้เราก็จะรู้สึกดีขึ้น ความสุขเป็นเรื่องที่ต้องฝึกหัด เหมือนกับการสีไวโอลินนะคะ เราทุกคนคงเข้าใจ กว่าที่คนคนหนึ่งจะสามารถสีไวโอลินได้ไพเราะจับใจคนฟังนั้น ผู้เล่นต้องใช้เวลาฝึกฝนอยู่เนิ่นนาน จนเมื่อลงเล่นแล้วก็สร้างความสุขให้กับคนฟังมากมาย และคนเล่นก็เล่นด้วยใจที่เป็นสุข ความสุขมันจึงจะถ่ายทอดออกมาค่ะ เช่นเดียวกับการร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงสุนทราภรณ์สมัยก่อน เนื้อร้องและทำนอง ตลอดจนการฝึกหัดจะต้องเกิดจากคนที่ร้องเพลง มีความสุขกับการร้อง เนื้อหาและทำนองจึงจับใจคนฟัง เหมือนคนร้องเพลงร้องจากหัวใจ ไม่ว่าเพลงนั้นจะมีความหมายอย่างไร คนฟังฟังแล้วก็มีความสุขมีความสบายใจพอ ๆ กับนักร้อง พูดถึงตรงนี้ ก็เลยรู้สึกสงสัยขึ้นมาว่า แล้วเพลงสมัยใหม่ที่วัยรุ่นนำมาตะโกนร้องกันนี้ คงจะร้องด้วยความสนุกมากกว่าเป็นความสุขนะคะ เพลงมากมายสมัยนี้ดังขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็เงียบหายไป ไม่เป็นอมตะเหมือนเพลงรุ่นเก่า ๆ ที่คนสมัยนี้จะนำกลับมาร้องสักกี่ครั้ง ก็ยังไพเราะจับใจเสมอ หรือเป็นเพราะคนสมัยนี้ ที่เรียกกันว่าคนรุ่นใหม่ มีชีวิตกันอย่างไม่มีความสุขนัก ทั้งเนื้อเพลงทำนอง และคนร้องก็เลยไม่ได้สร้างความสุข มีแต่ความสนุก ซี่งความสุขกับความสนุกเป็นเรื่องคนละเรื่องเดียวกันนะคะ เริ่มจากคนมากมายที่ไร้ความสุข ก็พยายามแสวงหาความสุขด้วยการหาเรื่องสนุก ๆ มาเฮฮากันให้หายเงียบเหงา ให้รู้สึกครื้นเครงหรือครึ้มอกครึ้มใจกัน แต่ความสนุกที่เกิดขึ้น ก็ไม่ใช้จะเป็นความสุขเสมอไปนะคะ เพราะทำไปแล้วก็อาจจะนำความทุกข์มาให้ภายหลังได้ วันนี้ต้องลาไปก่อนแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 18
         สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อวานนี้เราคุยกันเรื่องของความสุขกัยความสนุกว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เริ่มจากการเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของเนื้อร้อง ทำนองและนักร้องระหว่างเพลงเก่า ๆ กับเพลงของคนรุ่นใหม่ ว่าเพลงสมัยนี้ ค่อนข้างขาดเอกลักษณ์ของความงดงามทางอารมณ์ นักร้องจะตะโกนร้องอะไรก็ได้ ฝ่ายโพลโมทหรือฝ่ายสนับสนุนส่งเสริมโฆษณาเพลงนั้น ๆ ก็พยายามจะหาทางสนับสนุนให้เพลงนั้นได้ออกบ่อย ๆ การได้ออกบ่อย ๆ ไม่ได้แสดงถึงความเป็นที่นิยมของประชาชน แต่ส่วนใหญ่มันสะท้อนว่า เพลงนั้นมีค่ายเพลงทีเงินหนา มีความสามารถทำโฆษณาจนคนได้ฟังบ่อย ๆ ก็กลายเป็นดังติดอันดับไป คนจะเป็นนักร้องนักแต่งเพลงหรือเป็นนักดนตรีสมัยนี้ ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติหรือความสามารถส่วนตัวของคนคนหนึ่งที่ฉายเด่นออกมาเป็นเอกลักษณ์พิเศษ แต่ต้องอาศัยมีผู้สนับสนุนเป็นสำคัญ หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ หากมีค่ายที่เงินหนาไว้คอยทุ่มโฆษณา นักร้องคนนั้นจึงจะดังขึ้นมาได้ ซึ่งต่างจากการได้ชื่อว่าเป็นนักร้องสมัยก่อน ต้องผ่านการฝึกหัดจากครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ต้องอดทนต้องพยายาม และต้องมีพรสวรรค์ส่วนตัวเป็นพิเศษด้วยจึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักร้องมีชื่อขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเรื่องการร้องเพลงไทยสากลก็ต้องใช้ภาษาไทยได้อย่างชัดเจนถูกต้องแม่นยำ สมัยก่อนอย่างคุณรองทอง ทองลั่นทมนั้น เธอได้รับพระราชทานรางวัลด้านภาษาไทยดีเด่นด้วยนะคะ แต่สมัยนี้ยังไม่เห็นนักร้องที่ว่าได้รางวัลจะมีรางวัลด้านภาษาไทยชัดเจนเข้าไปด้วยเลย มีแต่พูดกันว่า สมัยนี้หากพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด ประเภทลูกครึ่งละก็จะเป็นที่นิยมกันมาก ความนิยมหรือค่านิยมประเภทนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาภาษาไทยวิบัติกันในประเทศไทย วันนี้ต้องลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
ตอนที่ 19
           สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เรายังคุยกันสบาย ๆ ถึงเรื่องของความสุข และก็เรื่องของความสนุกว่า เป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะคนที่อยากจะมีความสุขก็อาจจะพยายามหาเรื่องสนุก ๆ มาให้เป็นที่ครื้นเครง เห็นเพื่อนคนไหนเงียบ ๆ เหงา ๆ เราก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เพื่อนสนุก มีความสุข หรือตัวเราก็เช่นกันอยู่เฉย ๆ บางทีมันไม่มีความสุข มันสงบเงียบเกินไป ก็เลยต้องหาเรื่องขำ ๆ สนุกสนานมาหยอกล้อกันจะได้หายเหงา ความจริง ความเหงาเป็นเรื่องปกติของมนุษย์นะคะ และความเงียบเหงาก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีใครที่ไม่เคยเหงา แต่ก็มีคนมากมายที่ไม่เคยได้อยู่อย่างเหงา ๆ เลย จนมีสำนวนพูดกันว่า จะต้องไปถามหาความเหงากันเสียบ้าง มันอยู่ที่ไหนกันนี่ เพราะชีวิตที่ขาดความเหงาก็คือความสับสนวุ่นวาย มีเรื่องนั้นเรื่องนี้มีปัญหาเข้ามาให้แก้ไขเสียจนไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ยกตัวอย่างนักจิตวิทยาฮอทไลน์นะคะ ในแต่ละวันต้องรับฟังให้คำปรึกษากับผู้มีปัญหา ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ไม่ว่างเลย ยิ่งทำนานไปยิ่งรู้สึกว่า ถ้าวันไหนไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เลย รู้สึกมีความสุข อยากจะอยู่อย่างเหงา ๆ กันบ้างนะคะ ไม่อยากอยู่อย่างวุ่นวายทุกวัน เพราะฉะนั้นหากมีเวลาว่างก็อยากอยู่คนเดียว ทำอะไรไปเงียบ ๆ อยากอยู่อย่างเหงา ๆ เสียบ้าง แต่คนอีกมากมายเช่นกัน รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีความเหงา เหงามากจนทนไม่ได้ที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียว และมีความกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว ในขณะที่ความรู้สึกเหงา ๆ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องมีความเหงา ต้อง อยู่ให้ได้กับความเหงาบ้างเป็นครั้งคราว ผู้คนอีกมากมายก็บอกว่า เขาหรือเธอเป็นโรคเหงา ทำไมความเหงาจึงกลายเป็น "โรค" อย่างหนึ่งไปได้คะ คุยกันวันต่อไปนะคะ วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะสวัสดี
ตอนที่ 20
          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เราคุยกันเรื่องของความสุข ความสนุก และเรื่องความเหงาซึ่งเกี่ยวพันกันอยู่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน คือคนขี้เหงา ไม่ชอบความเงียบเหงา ก็มักจะหาเรื่องสนุกสนานเข้ามาเพื่อให้ลดความทุกข์ และเพิ่มสุข เพราะคิดว่าความเหงาเป็นความทุกข์ ถ้าหายเหงาด้วยการหาเรื่องสนุก ๆ มาพูดคุยกัน ความเหงาเลือนไป ความสุขก็จะเข้ามาแทนที่ เราทุกคนต่างต้องการจะอยู่แต่ในความสุข ซึ่งในโลกของความจริงคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะความทุกข์และความสุขเป็นเรื่องคู่กัน เพียงแต่ถ้าเรารู้จักมองหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเราให้ได้ แทนที่จะไปมองหาแต่ความทุกข์ ชีวิตของคนเราก็จะดีขึ้น เพราะความสุขเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเรา แต่ในเรื่องของความเหงา เราพบว่า คนมากมายได้ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อความเหงา ไม่สามารถมองหาความสุขในความเงียบเหงาของตนเองได้ ทำให้กลายเป็นโรคเหงา ความจริงเรื่องของความเหงา เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ไม่น่าจะถือเป็นโรคไปได้ แต่ความเหงามากมาย ไม่ได้เกิดจากเพราะอยู่อย่างเงียบ ๆ คนเดียวไม่ได้ แต่โรคเหงา เกิดขึ้นได้หรือรู้สึกสัมผัสได้ในกลุ่มบุคคลที่แม้ เขาหรือเธอจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ความรู้สึกเหงานั้นก็ยังเกาะกินหัวใจหรือทำให้ความรู้สึกจมดิ่งลงสู่ความทุกข์อยู่ตลอดเวลา และจากความรู้สึกเหงามาก ๆ ที่เจ้าของไม่สามารถพาตัวออกมากได้ ยิ่งนานไปก็ยิ่งมีอาการซึมเศร้าเข้าแทรกแซงแล้วเจ้าอาการซึมเศร้านี้ หากปล่อยต่อไป ก็ยิ่งทำให้จิตใจและความรู้สึกของคนคนนั้น ตกเป็นเหยื่อของอาการซึมเศร้า ซึ่งทางการแพทย์มักสรุปว่าเป็นอาการของโรคซึมเศร้า ซึ่งต้องใช้ยารักษา ทั้ง ๆ ที่ความจริง เริ่มจากความรู้สึกเหงา หากเรายอมรับเอาชนะมันได้ ความรู้สึกซึมเศร้าก็ไม่เกิดขึ้น หรือหากเกิดแล้วได้ตระหนักถึงสาเหตุที่แท้จริง และกำจัดออกไปได้ คนคนนั้นก็สามารถเรียกความเป็นตัวของตัวเองกลับมาได้ วันนี้ลาก่อนนะคะ แล้วค่อยคุยกันต่อค่ะ สวัสดี
 
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7
TOP