ข่าว"เสี่ยโหดกระทืบเด็กนักเรียนวัย 15 ปี ที่เข้ามารับจ้างทำงาน โรงงานผลิตน้ำดื่มจีซัส ปทุมธานี" จากเรื่องราวที่นำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์รายวันพบว่า เด็กชาย"ณะ"วัย 15 ปีคนนี้กำลังเรียนอยู่มัธยมสาม ระหว่างช่วงปิดเทอมจึงออกมาหางานเป็นลูกจ้าง เพื่อเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน หรือจะเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ครอบครัวก็ตาม แต่การที่"เสี่ย" โรงงานนาย"ธี" ก็รับเข้าไว้เป็นลูกจ้าง ทั้ง ๆ ที่ในความจริง เด็กชาย"ณะ" อาจจะไม่มีความรู้เรื่องการทำงานมาก่อน การรับเข้ามาทำงานในครั้งแรก ซึ่งความผิดของเสี่ยธี ขั้นแรกคือ รับเด็กที่อายุเพียง 15 ปีไว้ทำงาน ซึ่งอาจรับไว้ด้วยความเมตตากรุณา หรืออาจขาดแคลนคนทำงาน แต่ก็จ่ายค่าแรงเท่า ๆ กับคนงานผู้ใหญ่ทั่วไป คือ 170 บาทต่อวัน แต่อาจจะเห็นว่างานไม่ลำบาก หรืออาจจะเป็นลักษณะของงาน ทำให้เด็กชาย"ณะ" ต้องทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึง สามทุ่มในตอนค่ำ รวมทำงานเกือบ 14 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการทำงานที่ยาวนานสำหรับเด็กวัยขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันหยุด "เสี่ยธี"ก็ให้หยุดเหมือน ๆ กับคนอื่น แต่อาจเป็นเพราะ เด็กชาย"ณะ"ยังเด็กเกินกว่าจะออกมาหางานทำนอกบ้าน เพราะขาดระเบียบวินัย ไม่รับผิดชอบกับงานที่ตนไปขอความช่วยเหลือ ถึงเวลาหยุดหยุดไป ถึงเวลากลับมาทำงาน กลับไม่มา หายไปเฉย ๆ กรณีนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยกับ เด็กวัยรุ่นทุกระดับขึ้นมาจนถึงผู้ที่เพิ่งจะเรียนจบระดับปริญญา ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดระเบียบวินัย ไม่รู้จักการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เมื่อเข้ามาสมัครงาน ต้องการงาน อะไร ๆ ก็ยอม ทำได้ทุกอย่าง แต่เมื่อเข้ามาทำแล้ว บ่อยครั้งพบว่า นึกจะออกจากงาน ก็จะหายหน้าไปเฉย ๆ ไม่กล้าที่จะเข้ามาลาออกตรง ๆ ทำให้นายจ้างหรือหัวหน้าที่อยู่ข้างหลังต้องอารมณ์เสีย และโกรธที่ให้โอกาสเด็กเหล่านั้น แต่ถึงเวลาเด็ก ๆ เหล่านั้นนึกจะหายก็หายไปเลย ไม่ให้โอกาสนายจ้างในการหาคนมาแทนที่ได้ทัน ซึ่งหากมองลึกลงไปก็คงต้องยอมรับความจริงว่า ด้วยนิสัย พฤติกรรมและการถูกอบรมเลี้ยงดูมาในครอบครัวแบบไทย ๆ ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวย เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ของสังคมไทย "ยังไม่พร้อม" จะออกมาทำงานเพื่อช่วยเหลือคนเองหรือครอบครัว
มันไม่ใช่เรื่อง"ผิด" หากเด็ก ๆ ต้องการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือพ่อแม่ และครอบครัวให้สามารถดำเนินชีวิตฟันฝ่าปัญหาทางการเงินต่อไปได้ ด้วยการพยายามหางานหาเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง เช่นเดียวกับนายจ้างมากมายที่อยากจะช่วยเหลือเด็กนักเรียนเหล่านี้ ที่สำคัญพ่อแม่ผู้ปกครอง จะต้องเข้าใจและให้การสนับสนุนลูกหลานให้มีระเบียบวินัย รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่จะโยนลูกเข้าสู่โรงงาน แล้วให้นายจ้างอบรมสั่งสอนดุด่า หรือต้องมาว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังในกรณีเด็กชาย"ณะ" ที่หายจากงานไปเฉย ๆ จนโดนไล่ออกจากงาน!
แน่นอน ที่ว่า ในส่วนของนายจ้าง ไม่ว่าจะโกรธโมโหขนาดไหน ก็ต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ได้ ความจริงนายจ้างในกรณ๊นี้ อาจโกรธตัวเองที่ให้โอกาสเด็กชาย"ณะ" แต่เด็กชายกลับทำให้ผิดหวัง จึงกลายเป็นความโกรธเป็นทวีคูณ ประกอบกับโดยลักษณะนิสัยเป็นคนชอบอวดอำนาจแบบนักเลง โดยไม่คำนึงว่า นี่เป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่ต้องถึงกับลงไม้ลงมืออบรมสั่งสอนอะไร เพราะไม่ใช่ลูกหลานของตน ด่าว่าแล้วปล่อยไปก็จบเรื่อง ต่อไปก็ไม่ต้องไปให้โอกาสเด็กเหล่านี้อีก!
เป็นที่น่าสังเกตเช่นกันว่า โรงงานหรือโรงผลิตอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ๆ ในลักษณะนี้ มีการลงทุนค่อนข้างต่ำ แต่มีกำไรสูง เช่นการผลิตน้ำดื่ม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นอาจไม่ต้องการแรงงานมีฝีมือแต่อย่างใด ทำให้เด็ก ๆ จำนวนมาก ที่ต้องการงานทำระหว่างปิดภาคเรียน หรือที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ได้เข้ามาสู่การเป็นลูกจ้างโรงงานเหล่านี้ และมากมายก็กลายเป็นการ"เก็บเด็กไว้ทำงานเยี่ยงทาส" เพราะเด็กไม่มีปากเสียง ให้เงินเท่ากับค่าจ้างแรงงานผู้ใหญ่ก็จริง แต่เด็กจะต้องทำงานในเวลาที่นานกว่าปกติเช่นกรณ๊นี้ ทั้งนี้ พฤติกรรมการว่าจ้างแรงงานเด็กนั้น คงต้องมองที่เจตนาของผู้จ้าง ว่าต้องการเอาเปรียบแรงงานเด็ก หรือว่าต้องการจะช่วยเหลือเด็ก ๆ และถ้าจะให้ดี คือนายจ้างต้องเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาสังคม ปัญหาความยากจนของคนในประเทศไทย ตลอดจนการต้องการการพัฒนาและโอกาสในกลุ่มผู้ยากจน หรือกลุ่มครอบครัวที่เข้าสู่อาชีพขายแรงงาน เพราะฉะนั้น ก่อนจะเข้าทำงาน ก็ควรมีการอบรมข้อมูล ระเบียบวินัย ฝึกอบรมทักษะการทำงาน หากเด็กคนไหนคิดว่า ไม่สามารถจะรักษาระเบียบวินัยของโรงงานแห่งนี้ได้ ก็ให้ออกไป ไม่ต้องมาทำงาน แสดงว่ายังไม่พร้อมจะรับผิดชอบ เข้ามาอาจนำความเสียหายมาสู่โรงงานก็ได้ นายจ้องเองต้องเป็นคนที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ใช้ระบบป่าเถื่อน ไม่เกรงกลัวกฏหมาย หรือทำตัวเป็นอันธพาลดังในกรณีนี้
ในสังคมที่กำลังพัฒนาเช่นสังคมไทย ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน หรือคนที่หาเช้ากินค่ำ กับคนที่พยายามตะเกียกตะกายจะร่ำรวยกว่าใคร ๆ ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันทั้งทางสติปัญหา แรงกายแรงใจและทางความคิด การจะรักษาสมดุลย์ไว้ให้ได้ จำเป็นจะมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย หน่วยงานภาครัฐ จะต้องมองกาลให้ไกล มองให้เห็นทั้งปัญหาปัจจุบันและในอนาคต ต้องเตรียมการป้องกัน แก้ไขและเตรียมความพร้อมให้กับทั้งฝ่ายลูกจ้างนายจ้าง เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ และขจัดการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายให้สิ้นสุดลง นอกจากนั้นกลไกทางสังคม ประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ต้องไม่เพิกเฉยต่อความบกพร่องผิดพลาดที่เกิดขึ้น ต้องร่วมกั้นป้องกันและแก้ไข เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเหตุการณ์จะได้ไม่ซ้ำรอยเดิม ที่สำคัญ บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ใช้แรงงาน หรือคนใน ครอบครัว จะต้องพยายามปรับตัวปรับใจ และพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพเหมาะสมกับงาน กับเหตุการณ์และสถานการณ์นั้น ๆ การปล่อยให้ตนเองก้าวเข้าสู่การทำงาน ด้วยการเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพของตนเอง มีแต่จะทำให้เหตุการณ์เลวลง ดังในกรณีของพ่อแม่และครอบครัวของเด็กชาย"ณะ"คนนี้
การเรียกร้องสิทธิไม่ใช่ความผิด แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ จะต้องป้องกันไว้ก่อน เพราะ"เสี่ย"เขาให้โอกาสแล้ว ก็ต้องรักษาโอกาสอย่าทำลายโอกาสตนเอง จนกลายเป็นผลักไสตนเองเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้าย คือถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บและเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ควรจะเป็นอุทาหรณ์ และเป็นตัวอย่างที่ดีที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะต้องไตร่ตรอง และหาทางป้องกันแก้ไขจากประสบการณ์ในครั้งนี้!
เช่นกัน เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น ผู้รักษากฎหมายคงต้องมีความเด็ดขาดเที่ยงตรงในการจัดการกับปัญหา คนที่ทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ เป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคน กรณีนาย"ธี" ซึ่งลงโทษเด็กชาย"ณะ" จนแขนหักบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ไม่มีข้ออ้าง ซ้ำยังคุกคามครอบครัวเด็กชาย"ณะ"ด้วยการจ่อปืนที่ศีรษะของบิดาเด็กชายณะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง และทำมองเห็นว่า ที่ผ่านมาพฤติกรรมเหิมเกริม ใช้ปืนขู่กรรโชกหรือคุกคามคู่กรณี คงจะกระทำเป็นเรื่องปกติ อาจด้วยความเชื่อว่ามีพรรคพวกมีสี มีผู้ใหญ่รู้จัก ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ควรจะต้องถูกกำจัดให้หมดไป เนื่องจากจะกลายเป็นตัวอย่าง หรือนาย"ธี"ก็คงได้ตัวอย่างที่ไม่ดีมาจากคนใกล้ หรือในอดีต ทำให้ติดนิสัยอันธพาล ใช้อำนาจบาดใหญ่โดยไม่เกรงกลัวสายตาผู้ใด ซ้ำอาจคิดไปว่า ตนเองอยู่เหนือใคร ๆ เ หนือกฎหมาย ใครแตะต้องไม่ได้ การประเมินตนผิด คิดว่าตัวเองใหญ่ร่ำรวยเหนือใคร ทำให้หลงลืมไป ตัวเองไม่มีสิทธิที่จะไปใช้กำลังทำร้ายผู้ที่ด้อยกว่า ไม่ว่าทางร่างกายหรือทางสถานภาพ เพราะฉะนั้นคนประเภทนี้จำเป็นต้องได้รับบทเรียนทางกฎหมาย ไม่เช่นนั้น ก็จะประพฤติเช่นนี้ตลอดไป
เป็นเรื่องที่แปลกหรือน่าสนใจในเรื่องของการใช้อำนาจบาดใหญ่ อย่างขาดจิตสำนึก ขาดการไตร่ตรองและไม่มีความละอายใจในพฤติกรรมของตน เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนไปทำงานที่เชียงใหม่ ค่ำวันนั้นได้ออกไปรับประทานอาหารหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคนที่คุ้นเคยนึกภาพหน้ามหาวิทยาลัยในยามค่ำคืน จะมีเด็กชาวเขาอายุประมาณ เจ็ดขวบ ถึงวัยรุ่นสิบสามสิบสี่ เป็นจำนวนมากออกมาเดินเร่ขายพวงมาลัยตามข้างถนน เมื่อมีรถแล่นเข้ามาจอดเด็ก ๆ ก็จะกรูเข้าไปขายพวงมาลัย เมื่อซื้อไม่ซื้อหลังจากนั้น เด็ก ๆ ก็จะถูกไล่ให้ออกไป
คืนนั้นขณะที่นั่งทานอาหารกันอยู่ สายตาพวกเราก็หันไปเห็น เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่อายุไม่เกินยี่สิบห้าปี กำลังยืนคล่อมเด็กชายร่างเล็กบางอายุเจ็ดแปดขวบที่นอนร้องไห้ครวญครางอยู่กับพื้น เด็กหนุ่มคนนั้นทั้งเตะต่อยกระทืบเด็กชายกลิ้งไปกลิ้งมา มีหญิงสาววัยไล่เลี่ยยืนคอยห้ามอยู่ข้าง และมีประชาชนที่เดินไปมายืนจับกลุ่มมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ ครั้งแรกเสียงบอกว่า พ่อตีลูก เราก็บอกว่าเข้าไปห้ามซิ ถึงเป็นพ่อลูกก็ไม่ควรทำลูกรุนแรงขนาดนั้น ทีมงานผู้เขียนวิ่งไปดู แล้ววิ่งออกมาบอกว่า ไม่ใช่พ่อลูก เป็นเด็กขายพวงมาลัย เขาหาว่าเด็กคนนี้ "กรีดรถ" ของเขาเป็นรอยเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ควรรุนแรงขนาดนั้น เราโทรฯหาตำรวจสายตรวจให้ส่งตำรวจมาด่วน เราเองเข้าไปถามไถ่ และให้เขาหยุดทำร้ายเด็ก!
เด็กลุกขึ้นมือกุมท้องร้องไห้ตัวงอ จุกมากท่าทางบอกว่าบาดเจ็บและกำลังจะเดินไป ทีมงานจึงรีบเดินตามจะไปคุยด้วย โดยที่ชายหนุ่มคนนั้นกับผู้หญิงก็เดินตามไปด้วย เด็กเดินไปที่มุมถนนซึ่งมีเด็กขายพวงมาลัยกว่าสามสิบคนมายืนออรวมกัน แม่ของเด็กซึ่งเป็นชาวเขาวิ่งเข้ามาดูลูก ทีมงาน(สองคน)จึงเข้าไปแนะนำตัว และลงนั่งถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าทุกข์คือชายหนุ่มผู้ลงมือซ้อมเด็กบอกว่า เขาได้ขอยืมรถของพ่อผู้หญิงมาขับ ไม่ใช่รถของเขา จอดไว้แล้วไม่ทานอาหาร กลับออกมาที่รถมีรอยขีดข่วนมาก เขาถามคนขายอาหารข้างถนนว่าเห็นใครทำบ้าง คนขายก็บอกว่าเด็กขายพวงมาลัยมาเดินอยู่แถวนั้น พอดีเด็กชายคนนี้เดินเข้ามา เขาจึงตรงเข้ากระชากล้มแล้วเตะต่อยดังกล่าว เด็กชายร้องไห้ไปพูดไปว่า เขาไม่ได้เป็นคนทำ เพิ่งจะเดินมา สรุปว่าทำร้ายร่างกายเด็กผิดคน ขณะนั้นตำรวจมาถึง ถามเด็กว่าจะไปโรงพยาบาลไหม จะเอาเรื่องไหม เด็กไม่กล้า อาจเป็นเพราะรู้ตัวว่าเป็นเด็กชาวเขาหรือเป็นชนกลุ่มน้อย ทีมงานได้ชี้ให้ชายหนุ่มคนนั้นได้ตระหนักว่า ทำร้ายร่างกายผิดคน และถึงใช่ก็ไม่ควรทำรุนแรงขนาดนั้น
ตลอดเวลาที่พูดคุย ชายหนุ่มซึ่งอ้างตนว่าเรียนกฎหมายมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหลานชายนายตำรวจใหญ่ของเชียงใหม่ เพราะฉะนั้นเขาก็รู้กฎหมาย และไม่กลัวใคร นอกจากจะไม่ขอโทษเด็กแล้ว ยังชี้หน้ากราดเด็ก ๆ ขายพวงมาลัยเหล่านั้นว่าจะเอาเข้าคุกให้หมด ทั้งกิริยามรรยาท ขาดการอบรมแต่อวดอ้างใหญ่โต ไม่สนใจไม่อับอายที่จะได้ชื่อว่ารังแกหรือทำร้ายร่างกายเด็ก โดยที่เด็กไม่ผิด สุดท้ายก็ควักกระเป๋าหยิบเงินร้อยบาทยื่นให้เด็ก!
แล้วเราก็กลับมานั่งคุยกันว่า อะไรทำให้เด็กหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยมีชื่อ และกำลังเรียนกฎหมายอยู่ จึงกล้าแสดงพฤติกรรมต่ำทราม ทำร้ายร่างกายเด็ก ใช้วาจา ก้าวร้าวรุนแรงออกมาได้ต่อหน้าผู้คน โดยไม่มีความละอายใจในการกระทำของตน เสมือนว่า ตัวเขามีสิทธิจะทำอย่างไรกับเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ได้ ทำไม และเพราะอะไร คนที่มีฐานะและการศึกษาดีจึงกล้าประพฤติตนคุกคามทำร้ายร่างกายเด็กที่อ่อนแอได้ต่อหน้าผู้คน แล้วคนอื่น ๆ หรือที่เราไม่รู้เห็น จะเป็นเช่นนี้อีกมากน้อยแค่ไหน และเพราะอะไร? |