จากรายการปัญหาแรงงานเด็ก ที่ศูนย์ฮอทไลน์นำเสนอปัญหาและหนทางแก้ไขในรายการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้มีผู้ชมทางบ้านโทรศัพท์เข้ามาในรายการ โดยบอกว่า ผู้โทรฯอยู่ที่ "คอนโดทางด่วน" ที่บางมด ในตึกดังกล่าว เรียกว่าตึก 2 มีเด็กชายวัย 8 ปี ชื่อ "โจ" พยายามฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนบ้านช่วยไว้ทัน พาไปส่งโรงพยาบาลบางมด และทางโรงพยาบาลได้แจ้งความกับตำรวจเพื่อหาสาเหตุและแก้ไขป้องกัน เนื่องจากโอกาสที่เด็กชายวัย 8 ขวบคนนี้จะพยายามฆ่าตัวตายอีกครั้งมีสูง
เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านกัน ผู้โทรฯท่านนี้เล่าว่า ใคร ๆ ละแวกนี้รู้เรื่องครอบครัวนี้ดี แต่ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยว เพราะลำพังผู้หญิงที่เป็นแม่นั้นปากร้าย ก้าวร้าวและไม่ยอมใครง่าย ๆ หากใครพูดไม่ถูกหูก็พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ ทำได้ทุกอย่าง ทำให้ทุกคนขยาดและเบื่อหน่ายจะพูดด้วย ผู้หญิงคนนี้หรือแม่เด็กชาย อายุประมาณ 35 ปี ได้แยกทางกับสามีคนแรก และได้นำลูกชายคนเดียวคือ"โจ" มาอยู่ด้วย โดยนางได้แต่งงานอยู่กินกับสามีใหม่ ขณะนั้น"โจ"อายุได้ เกือบสี่ขวบ ซึ่งพ่อแท้ ๆ ของ"โจ"เสียชีวิตหลังจากนั้น เพราะฉะนั้นการอยู่กับแม่จึงเป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ แม้ว่านางจะไม่ต้องการ หรือ"โจ"ไม่อยากอยู่ก็ตาม จะมีก็เพียง "ย่า" ซึ่งแก่และไม่สามารถดูแล"โจ" ได้ในทุกเรื่อง
แม่ของ"โจ"คงจะรักและหลงสามีใหม่มาก หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ "โจ"กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ตนเอง จะดึกดื่นแค่ไหนหากพ่อเลี้ยงกลับมาบ้าน แม่กลับมา"โจ"ก็ต้องคอยรับใช้ช่วยเหลืองานทุกอย่างในบ้าน และไม่เคยมีวันไหนที่"โจ"ไม่ถูกทำร้ายทุบตี ตบต่อย โดยเฉพาะเมื่อแม่เริ่มตั้งครรภ์จนคลอดลูกใหม่เป็นผู้หญิง งานทุกอย่างก็ตกเป็นภาระของเด็กชาย
แม้แม่จะส่งไปโรงเรียนวัดเลา เพื่อเรียนหนังสือ แต่ทางโรงเรียนบอกว่า"โจ" ไม่ค่อยได้มาโรงเรียน เพราะแม่ให้ดูแลน้องและทำงานบ้าน แม่ขายของที่ตลาด ส่วนพ่อเลี้ยงทำอะไรไม่มีใครรู้ ตั้งแต่เช้ามืด แม่ของ"โจ"จะออกจากบ้าน โดยให้"โจ"และน้องสาวอยู่บ้านกันสองคน ให้เขาดูแลน้อง แม่จะใส่กุญแจบ้านไว้แน่นหนา เพื่อไม่ให้เขาและน้องออกมาจากห้องนอน จนค่ำแม่กลับบ้าน ประตูจึงจะเปิดออก แล้วอะไร ๆ ในโลกที่ทำให้แม่และพ่อเลี้ยงไม่พึงใจ หรือโกรธ เจ้าอารมณ์ชั่วร้ายเหล่านั้นก็ถูกระบายออก โดยมี"โจ"เป็นเหยื่ออารมณ์ของคนทั้งสอง
ไม่น่าแปลกใจ สำหรับโลกของเด็กชายเล็ก ๆ ที่ต้องเติบโตจากการถูกใช้แรงงานตั้งแต่เด็ก ๆ ถูกทำร้ายทุบตีทางร่างกาย และจิตใจที่บอบช้ำจนเกินกว่าตัวเองจะพยุงรักษาเอาไว้ได้ เขาจึงหันมาใช้ความตายเป็นทางออก เพื่อหนีจากแม่ที่ใจร้าย และพ่อเลี้ยงที่โหดเหี้ยม โดยไม่มีใครสนใจ หรือกล้าจะเข้าไปท้วงติงห้ามปราม และให้การปกป้องคุ้มครองกับเขา
วันนั้น "โจ"เอาเชือกผูกโยงกับขื่อบันได ผูกคอแล้วกระโดดลงมา แต่บังเอิญเชือกเส้นเล็กจึงทำให้เขาไม่ถึงแก่ความตายทันที น้องสาววัย 4 ขวบที่อยู่ด้วยเห็นเหตุการณ์โดยตลอด เด็กหญิงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจกลัว เสียงร้องขอให้ช่วยพี่ชายของเธอดังปลุกเพื่อนบ้านให้พังประตูเข้ามา และพาเด็กชายส่งโรงพยาบาล แพทย์ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับ"โจ" จนทำให้เขาคิดฆ่าตัวตาย จึงได้แจ้งความตำรวจให้เข้ามาสืบสวนสอบสวน
และเพื่อทำให้ตำรวจตายใจ ให้เรื่องเงียบหายไป แม่ของ"โจ"จึงได้นำเขาไปฝาก"ย่า" แม่ของพ่อจริงซึ่งชรามากแล้วเป็นคนเลี้ยงดูชั่วคราว ทุกวันนี้ เพื่อนบ้านต่างจับตามองด้วยความกังวลใจว่า ผัวเมียใจร้ายคู่นี้จะไปรับ"โจ"กลับมากดขี่ให้ทำงานและทำร้ายร่างกายและจิตเหมือนเช่นที่ผ่านมา
ความจริงเรื่องนี้ หากปล่อยให้"โจ"ตกอยู่ในสถานการณ์นี้เรื่อยไป ก็คงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่เขาจะสมหวัง หรือประสบความสำเร็จในการใช้ความตายเป็นหนทางหนีความเจ็บปวดทุกข์โศรกตลอดชีวิต 8 ปีที่เติบโตมา เพราะนอกจากเด็กชายจะไม่เคยสัมผัสความรักความอบอุ่น ไม่เคยได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นคนคนหนึ่งแล้ว เขายังตกเป็น"ทาส"ในเรือนเบี้ยที่ถูกขีดรีดแรงงานตลอดมา จนดูเหมือนความหวังและความฝันจะถูกปล้นไปจนไม่มีเหลือ เมื่อชีวิตดูไม่มีอะไร และหมดสิ้นไปทุกอย่าง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องทนอยู่ต่อไป
ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา หากสังคมไทยจะประกอบด้วยผู้คนที่มีความรู้ มีความเข้าใจในเรื่องสิทธิ์เด็ก และยอมรับว่า "ความรุนแรงเป็นเรื่องของทุกคน" เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องปกติที่แม่และพ่อเลี้ยงเด็กจะมีสิทธิ์ทำร้ายและทำลายความเยาวัยของ"โจ"ไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะพ่อแม่หรือผู้ปกครองมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่เด็กพึงได้รับ รัฐต้องจัดให้มีมาตรการ และบริการเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่
นอกจากนั้น เด็กต้องได้รับการคุ้มครองป้องกัน ดูแล มิให้ถูกทำรุณทั้งด้านร่างกายและจิตใจรวมทั้งถูกทอดทิ้ง ถูกกระทำโดยประมาท หรือแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกครอบครัว เพราะฉะนั้นในกรณีของ"โจ" ทั้งหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานภาครัฐก็ควรได้รับรู้และเข้ามามีส่วนช่วยในการดูแลปกป้อง"โจ" และให้ชีวิตใหม่ที่ไม่ทุกข์โศกเช่นที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ทีมงานจากหน่วยงานเอกชนบางที่รวมทั้งศูนย์ฮอทไลน์กำลังจับตาดูเหตุการร์ต่อไป เพื่อหาทางดึง"โจ" ออกมาจากอุ้งมือ(มาร)แม่และพ่อเลี้ยง!
ปัญหาแรงงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งบ่อยครั้งผู้คนแยกไม่ออกระหว่าง การที่อบรมสั่งสอนให้เด็กช่วยเหลือครอบครัว โดยการช่วยทำมาหากินกับงานที่พ่อหรือแม่ทำอยู่แล้ว เช่น การที่พ่อแม่ขายก๋วยเตี๋ยวตอนกลางคืน หรือโต้รุ่ง ลูก ๆ ก็ต้องมาช่วยงานจนดึกดื่นจึงได้กลับบ้านหลับนอน หรือการที่ใช้เด็กให้ไปเดินเร่ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในยามค่ำคืนตามร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน เช่น กระดาษทิชชู ขนมหวาน ดอกไม้ จนกระทั่งถึง "ไม้จิ้มฟัน" หรือแม้กระทั่งเด็กเล็กวัยห้าหกขวบ ก็ออกมาเดินขายพวงมาลัยตามถนนขณะที่รถกำลังแล่น
การใช้แรงงานเด็กประเภทนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์เด็ก สิทธิ์ในการได้รับการดูแลคุ้มครอง และการปฏิบัติต่อเด็กต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้นการใช้แรงงานเด็กโดยไม่คำนึงถึงเวลาที่เด็กควรจะได้รับการพักผ่อนหลับนอน แทนที่จะมาเดินอยู่ท่ามกลางความมืด และความเสี่ยงต่อการอุบัติเหตุตลอดจนเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ พ่อแม่จึงไม่มีสิทธิ์จะใช้ลูกในวิธีนี้ แม้จะอ้างความยากจนเป็นเงื่อนไขในการใช้แรงงานเด็กก็ตาม ทั้งนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า เด็กที่เกิดมาอยู่สิทธิ์ของพ่อแม่ จะนำไปซื้อขายเหมือนวัวควาย หรือทำร้ายทุบตีก็ทำได้ ซึ่งความจริงคือ เด็ก ๆ คือทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน หากคนไทยช่วยกันทำนุบำรุงและดูแลทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างดี โอกาสที่ประเทศชาติจะพัฒนาและมีความแข็งแกร่งเพียงพอจะก้าวไกลไปเทียมเท่าอารยธรรมตะวันตกย่อมมี แต่การพัฒนาทุกอย่างจะต้องไม่นำความเสียหาย หรือกลายเป็นการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะการทำร้ายและทำลายเด็ก เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในประเทศที่เจริญแล้ว! |