เมื่อไม่นานนี้ที่สมุทรปราการ ทางตำรวจได้ปิดร้านคาราโอเกะปาริชาติ ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่คนชอบเที่ยวกลางคืน ว่าเป็นสถานบริการทางเพศอยู่เบื้องหลัง โดยได้มีญาติของเด็กหญิงสองคนที่จังหวัดอุดร ไปแจ้งความว่าลูกสาวของเธอสองคนถูกหลอกมาทำงาน โดยเจ้าของร้านนี้มีร้านอยู่สองแห่ง ร้านหนึ่งขายอาหาร เด็ก ๆ ถูกชักชวนให้มาทำงานล้างจาน ส่วนอีกร้านหนึ่งเปิดเป็นร้านคาราโอเกะ
จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มีรายชื่อเด็กหญิงสองคนซึ่งอายุเพียง 15 ปี ที่พ่อแม่ไปแจ้งความ กับกองปราบ ซึ่งเข้าไปค้นบ้านช่วยเด็กที่พ่อแม่มาแจ้งความออกไป ส่วนเจ้าของร้านและเด็กคนอื่น ๆ รวม 15 คนตำรวจท้องถิ่นเป็นผู้รับไปดำเนินการ และหลายคนได้ถูกนำส่งบ้านเกร็ดตระการของกรมประชาสงเคราะห์ เพื่อเข้ารับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตลอดจนการฝึกอาชีพ
แต่เมื่อผู้เขียนได้ติดตามเรื่องราวของเด็กหญิงทั้งสอง ที่พ่อแม่มาแจ้งความ ปรากฏว่าตำรวจ กองปราบได้นำเธอไปเข้าพักที่สังกัดกรมประชาสงเคราะห์เช่นกัน แต่ไม่มีคำตอบว่าไปอยู่ที่ไหน เหตุผลที่ผู้เขียนสนใจอยากรู้ คืออยากจะถามเด็กว่า เส้นทางที่ถูกหลอกมาให้ทำงานนั้น จนมาถึงสถานที่ขายบริการทางเพศนั้นมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไร อย่างไรก็ดีได้มีโอกาสติดตามไปสัมภาษณ์เด็กหญิงที่ถูกส่งไปเข้ารับการฝึกอบรมอาชีพที่บ้านเกร็ดตระการ
ในจำนวนนี้ เด็กหญิง"กิ่ง"นามสมมุตเล่าว่า เธอจบชั้นประถมหก ที่บ้านยากจน เรียนจบมาเธอก็ตั้งท้องและคลอดลูกเป็นหญิง ทั้ง ๆ ที่อายุเพียง 14 ปี ครอบครัวอาศัยอยู่ในเมืองจังหวัดอุดร จากการที่มีหน้าตาสะสวย รูปร่างสูงใหญ่ดูโตเกินวัย อาจทำให้ใคร ๆ คิดว่าเธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว และที่อำเภอเมืองอุดรนี่เองที่เธอทำงาน ร้องเพลงในคลับเล็ก ๆ ซึ่งสภาพก็ไม่ต่างไปจากร้านคาราโอเกะทั่วไป
ความจริงเมื่อพบเห็นเด็กหญิงวัยขนาดนี้ ไม่ได้มีการฝึกหัดร้องเพลงอย่างถูกวิธี คำถามที่คนทั่วไปก็คงต้องการรู้ว่า "เธอจะร้องเพลงอะไร ร้องได้หรือ หรือร้องแล้วใครคือคนฟัง?" "กิ่ง"บอกว่าเพราะเธอมีลูกที่พ่อแม่เลี้ยงดูอยู่เธอจึงต้องพยายามหางานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ ผู้ชายที่เป็นพ่อเด็กเป็นเพื่อนในห้องเรียน เมื่อจบออกมาต่างคนต่างไปไม่รู้เขาหายไปไหน ภาระหน้าที่ของการได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิง เป็นแม่ จึงมาตกอยู่กับเด็กหญิงอายุ 14 ปีคนนี้
เมื่อต้นปีที่แล้ว มีนายหน้าที่คนอุดรรู้ ๆ กันอยู่ มาชักชวนให้เธอไปทำงานร้านอาหารที่กรุงเทพฯ เธอก็ลงมา แต่คนพาไปส่งที่สมุทรปราการร้านปาริชาติ จากลักษณะการพูดจา เจ้าของร้านซึ่งเป็นผู้หญิงไม่ได้ขู่บังคับหรือทุบตี เมื่อเธอค้านว่า "ไหนบอกว่าจะมาเสริฟอาหารล้างจาน ทำไมจะให้ทำงานนี้" เจ้าของร้านก็บอกว่า งานที่ร้านขายอาหารเงินมันน้อยและมีคนอยู่มากแล้ว ก็ทำตรงนี้จะรายได้ดีกว่า แบ่งกันคนละครึ่ง เมื่อเธอบอกว่าจะกลับ เจ๊ก็บอกว่า จะกลับได้อย่างไร นายหน้าเบิกเงินไปแล้ว ตอนนี้เธอเป็นหนี้อยู่ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว "กิ่ง"รู้สึกว่าไม่มีทางเลือก จะกลับบ้านก็กลัวจะทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เพราะทุกคนรู้ว่าเธอจะมาทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จะไปที่อื่นก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ที่ผ่านมา งานร้องเพลงก็เป็นงานสบาย ๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก เธอจึงต้องยอมอยู่ต่อไปและขายบริการทางเพศ เธอทำได้เจ็ดเดือน มีเงินส่งทางบ้านบ้างไม่มาก เพราะค่าใช้จ่ายประจำวันสูง จนกระทั่งเมื่อกองปราบเข้าไปทลายสถานบริการแห่งนี้ เพื่อช่วยเด็กผู้หญิงสองคนนั้น รวมทั้งหมด 15 คนก็ได้ออกมาด้วย
อย่างหนึ่งที่เธอเล่าให้ฟังเป็นข้อมูลคือ เด็กหญิงสองคนนั้นก็คงมาในลักษณะเดียวกับเธอ หรืออาจจะเป็นพ่อแม่ส่งมาเองก็ได้ เพราะเจ้าของร้านจะไม่บังคับใคร ปล่อยตามสะบาย ที่เธอเห็นก็คือ พ่อแม่เด็กหญิงทั้งสองมาหาและมาขอเงินบ่อย เมื่อไม่ได้อาจไม่พอใจจึงได้ไปแจ้งกองปราบ ที่เธอสรุปก็คือ เด็กและผู้หญิงที่ทำงานอยู่ที่นี่ทุกคนหรือส่วนใหญ่เป็นความสมัครใจที่จะขายบริการ!
และแม้เธอจะมองว่า เป็นงานสะบายมีรายได้ ทำให้สามารถช่วยเหลือพ่อแม่และครอบครัวได้ แต่เธอก็บอกฝากผู้หญิงทั่วไปว่า "ไม่สนับสนุนให้ทำอาชีพนี้ เพราะมันทำให้เรากลายเป็นคนต่ำช้า ไม่มีคุณค่าในสายตาของคนทั่วไป ถึงวันนี้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ใช่คนอีกต่อไป ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง!"
ชีวิตในบ้านพักเกร็ดตระการ เป็นสถานที่พักผ่อนและปรับสภาพจิตใจโดยใช้การฝึกหัดอาชีพเป็นเครื่องมือในการบำบัดเยียวยา เป็นบ้านที่น่าอยู่ แวดล้อมด้วยหญิงวัยเดียวกันที่มีบาดแผลมากมายไม่ต่างกัน มีอาหารการกินที่พร้อม มีเงินจ่ายให้ค่าใช้จ่ายสัปดาห์ละ 50 บาทสำหรับซื้อของส่วนตัว นอกนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงิน โดยเฉพาะวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีไว้ให้ในบ้านหลังนี้มีพร้อม ตั้งแต่การเรียนการสอนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน มีอาสาสมัครมาสอนภาษาอังกฤษ การเรียนทำผม ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำดอกไม้ โดยเฉพาะการสอนร้อยพวงมาลัยด้วยดอกเข็ม ซึ่งจะมีเฉพาะที่บ้านพักแห่งนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เห็น "กิ่ง" ในสภาพแวดล้อมที่น่าจะมีความสุขและตอบสนองต่อความต้องการของเด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่ด้อยโอกาส จนทำให้ชีวิตต้องผกผันไปเป็นเหยื่อกามารมณ์ทั้งที่ยังเยาวัย คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากที่นี่ ที่บ้านเกร็ดตระการหรือบ้านพักฉุกเฉินอีกหลาย ๆ แห่งคือจุดหมายปลายทางของเด็กหญิงที่ด้อยโอกาสในสังคมไทย ในประเทศไทย น่าที่เราจะได้จัดเตรียมจัดหา บ้านพักหรือบ้านแห่งโอกาสเช่นนี้ไว้รองรับ เป็นการป้องกันก่อนจะมิดีกว่าหรือ
โดยเฉพาะในแต่ละจังหวัดที่เด็ก ๆ มากมายอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกหลอกมาขายบริการทางเพศ หรือถูกชักจูงไปในทางที่ผิด หรือแม้จะคิดหางานทำตั้งแต่เด็กก็ไม่ใช่ความผิด เพียงแต่จะทำอย่างไรให้มีหน่วยงานหรือองค์กรที่รองรับคอยช่วยเด็ก แนะนำอาชีพสถานที่ ตลอดจนคอยฝึกอาชีพให้เด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูอาจารย์ในโรงเรียนที่มีเด็กด้อยโอกาส ครูจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่า เด็กคนไหนจะทำอะไรไปไหน เมื่อจบชั้นประถมหกแล้ว ครูอาจารย์สามารถประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดกับเด็กได้ ก็ควรจะต้องติดต่อสถานที่ที่สามารถจะช่วยเหลือรองรับเด็ก ส่งเสริมโอกาสให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้ก่อนที่จะออกไปเผชิญโลก เพื่อไม่ให้เด็กต้องตกเป็นเหยื่อการเอาเปรียบทางเพศ หรือตกเป็นเหยื่อแรงงานทางธุรกิจ
และหากยังเริ่ม"บ้านพักโอกาส" ในทุกจังหวัดไม่ได้ หากจะสามารถจัดเป็นบ้านพักแต่ละภาคได้ คงจะช่วยป้องกันปัญหาเด็กถูกเอาเปรียบทางเพศและเอาเปรียบแรงงานไปได้ ทุกวันนี้เด็กมากมาย เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้แล้ว เด็กก็หมดที่พักพิง จึงต้องดิ้นรนออกหางานทำ ขณะเดียวกันก็แบกหามเอาความคาดหวังจากพ่อแม่ครอบครัว ว่าจะต้องทำงานช่วยเหลือส่งเสียพ่อแม่และน้อง ๆ ในครอบครัวต่อไปแต่หากมีสถานที่คอยเป็นที่ปรึกษารองรับ ป้องกันและแก้ไขปัญหาครอบครัวตรงนี้ได้ บ้านเกร็ดตระการก็อาจจะไม่จำเป็น เพราะมีบ้านเกร็ดตระการทั่วไปหมดอยู่แล้ว
ที่เขียนมาทั้งหมดด้วยความประทับใจในกิจกรรมและบริการของบ้านเกร็ดตระการ โดยเฉพาะขณะนี้มีเด็กหญิงต่างชาติที่เข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย ถูกจับได้ และเข้ารับการฝึกอบรม ฝึกอาชีพ ได้กินดีอยู่ดีฟรีหมดทุกอย่างในบ้านเกร็ดตระการแห่งนี้กว่า 50% ของจำนวนผู้หญิงทั้งหมด นับเป็นบ้านที่มีความสุขสะดวกสะบายมากสำหรับเด็กต่างชาติ แต่จะทำอย่างไรให้เด็ก ๆ ไทยของเราได้มีโอกาส หรือรู้สึกอยากจะเข้ามาพักอาศัยเพื่อฝึกอาชีพและฝึกอบรมการดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์ต่อไป อยากให้บ้านเกร็ดตระการแห่งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงบ้านสำหรับเด็กที่ทำผิดกฎหมาย แต่อยากให้เป็น"บ้านแห่งโอกาส"ที่เด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสต้องการเข้ามาพักพิง ฝากมายังท่านอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ด้วยค่ะ! |