ข่าวดังเมื่อวันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2543 เมื่อเด็กหญิงสองคนวัย 12-13 ปี หนีจากการทารุณกรรมของนายจ้างในจังหวัดชัยนาท ที่กักขังหน่วงเหนี่ยว และทำร้ายร่างกายเมื่อไม่พอใจ จนปรากฏริ้วรอยดำเขียว ฟันหัก และรอยแผลเป็นตามร่างกายที่เห็นได้ชัดเจนจากภาพทางหน้าหนังสือพิมพ์ เด็กหญิงทั้งสองหนีตายเข้ามากรุงเทพฯ มีเงินติดตัวมา 200 กว่าบาท แต่โดนคนขับรถสามล้อเครื่อง เรียกค่ารถไปสองร้อยบาท หมดเงินจำนำตุ้มหูทองที่ติดตัวมาไปโรงจำนำ แต่กลายของปลอม ขายไม่ได้ทำให้เด็กหญิงทั้งสองเสียใจ ผิดหวังและไม่รู้จะทำอะไรแต่โชคดีพบตำรวจสายตรวจ จึงเข้าขอความช่วยเหลือนำมาส่งที่สถานีตำรวจบางซื่อ โดยมีร้อยตำรวจหญิงดรุณี ทัศนา เป็นผู้สอบสวนดูแลในช่วงนั้น ก่อนจะส่งคดีไปดำเนินการกับนายจ้างที่จังหวัดชัยนาท อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ
และด้วยความหวังดีของตำรวจสถานีบางซื่อ จึงได้ส่งเด็กหญิงทั้งสองไปขอพักพิงชั่วคราวที่บ้านพักแรงงาน ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก ซึ่งทำงานเรื่องแรงงานเด็ก โดยงบประมาณส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจาก IPEC หรือ โครงการระหว่างประเทศว่าด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก
อย่างไรก็ดี ระหว่างดำเนินคดี เด็กคนหนึ่งมีบ้านมีครอบครัว จึงถูกส่งกลับบ้าน ส่วนเด็กหญิงอีกคนหนึ่งไม่มีบ้านไม่มีครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถอยู่พักพิงเป็นระยะยาวนานที่มูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็กได้ เด็กจึงถูกส่งไปพักเพื่อรับการบำบัดดูแลและส่งเสียให้เรียนต่อ ที่โครงการเยาวชนหญิงสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งอยู่ในความดูแลของมูลนิธิดวงประทีป กาญจนบุรี
กรณีได้มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดตลอดมา เพื่อดูการพัฒนาของเด็กหญิง และต้องการศึกษาขั้นตอนและกระบวนการทำงานของทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเด็ก ๆ ที่ถูกล่อลวงมาขายแรงงาน โดยเฉพาะเป็นความต้องการขององค์การ IPEC ที่ต้องการให้มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ได้เขียนคู่มือที่จะใช้ในการดำเนินการช่วยเหลือเด็กที่ถูกหลอกมาขายแรงงาน ถูกหลอกมาค้าประเวณี เพื่อแสวงหารูปแบบที่เหมาะสมในการดูแลช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านั้น กรณีจึงเป็นกรณีที่มูลนิธิฯ ติดตามเรื่องราวและข้อมูลเรื่อยมา เช่นเดียวกับการติดตามคดีอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน
สำหรับกรณีเด็กหญิงคนนี้ เมื่อตำรวจบางซื่อส่งให้บ้านพักแรงงานเด็ก มูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก โดยโครงการบ้านพักแรงงานเป็นผู้ดูแลเพียงเพราะรู้ว่า มีบ้านพักสำหรับเด็กที่เข้ามาขายแรงงาน แทนที่จะส่งให้กรมประชาสงเคราะห์หรือหน่วยงานอื่น ซึ่งทางบ้านพักก็ได้ทำดีที่สุด เท่าที่ความสามารถจะทำได้ เนื่องจากเป็นเพียงบ้านพักชั่วคราวก่อนการส่งกลับบ้าน จึงไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ด้านจิตวิทยาไว้คอยดูแลด้านจิตใจเมื่อแรกรับ นอกจากส่งไปให้แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นผู้ตรวจสอบด้านจิตใจ ผลออกมาว่าเด็กปกติ การตกเป็นเหยื่อความรุนแรงที่ผ่านมา ไม่ได้มีผลกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิต
ต่อมาทางบ้านพัก ซึ่งไม่สามารถรองรับเด็กไร้บ้านได้นาน จึงส่งเด็กหญิงไปอยู่ในความดูแลของโครงการเยาวชนหญิงชีวิตใหม่ มูลนิธิดวงประทีป ซึ่งให้ความดูแลเหมือนเป็นครอบครัวทดแทนให้กับเด็ก ๆ ที่มีปัญหา เด็ก ๆ ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี ตลอดจนได้เรียนหนังสือ แต่ก็เหมือนกับหน่วยงานเอกชนอีกมากมาย ที่ไม่มีเจ้าหน้าจิตวิทยาคอยปรับสภาพจิต ในกรณีที่ไม่ธรรมดา การให้การบำบัดดูแลในรูปแบบครอบครัวและธรรมชาติบำบัดเป็นเรื่องดี แต่ในหลายกรณีต้องการมากกว่านั้น โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมาก่อน จากครอบครัว ชุมชนและจากนายจ้างที่เอาเปรียบแรงงานเด็ก กรณีนี้จึงเป็นกรณีพิเศษที่จำเป็นจะต้องได้รับการบำบัดอย่างมืออาชีพ
แต่เมื่อทางโครงการไม่ได้มีบริการตรงนี้ ทำให้เกิดปัญหาตามมาที่ชัดเจน คือเด็กหญิงไม่สามารถปรับพฤติกรรมในการอยู่นิ่งกับที่ได้ ประกอบกับอยู่ในช่วงวัยรุ่นเมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน พฤติกรรมต่อต้าน ชักจูงผู้อื่นให้หนี หรือไม่อยู่ในข้อบังคับตลอดจนพฤติกรรมความต้องการทางเพศที่แสดงออกมา จึงกลายเป็นการพยายามหนีเพื่อออกมาผจญภัยในโลกข้างนอกที่เด็กคิดว่าอิสระจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่วนหนึ่งคือสะท้อนความบาดเจ็บที่กำลังต้องการการบำบัดเยียวยา เมื่อไม่ได้รับโดยตรง เด็ก ๆ จะพยายามบำบัดด้วยตนเอง
เมื่อกลางปี พ.ศ. 2543 ทางมูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก ได้ปรึกษามูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่นักจิตวิทยาเข้าไปช่วย ทางฮอทไลน์จึงขอให้ย้ายเด็กมาอยู่กรุงเทพฯ กับบ้านพักแรงงานเด็ก หรือบ้านพักฉุกเฉินก็ได้เป็นการชั่วคราว เพื่อติดตามบำบัดดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะไม่สามารถจะเดินทางไปพบเด็กที่กาญจนบุรีเป็นประจำได้ แต่เนื่องจากเป็นกฎของทางโครงการที่จะไม่ปล่อยให้เด็กที่เข้าไปอยู่ในโครงการไม่ถึงปี จะออกมาไม่ได้ แต่จะพาเด็กมาพบสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละครั้งสูงมาก และเด็กจะเหนื่อยเพลีย ดูไม่คุ้มจะทำเช่นนั้น ศูนย์ฮอทไลน์จึงแนะนำให้ขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลในจังหวัดกาญจนบุรีที่มีนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ที่สามารถให้การช่วยเหลือดูแลสภาพจิตใจเด็กในโครงการที่กาญจนบุรีได้ ซึ่งสรุปความช่วยเหลือด้านจิตใจได้ดำเนินไปตามที่คุยกัน
ในกรณีคดีความ สถานีตำรวจบางซื่อได้ส่งเรื่องไปที่จังหวัดชัยนาท ที่เกิดเหตุ โดยเด็กไม่ได้มีหน่วยงานเอกชนด้านกฎหมายเข้าไปเกี่ยวข้อง ตำรวจได้ส่งสำนวนให้กับอัยการจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 2เดือนพฤศจิกายน 2544 ผลการสืบสวนพิพากษาได้ตัดสินให้ปรับ นายจ้างสามีภรรยาคู่นั้นสองพันบาท ลงโทษจำคุกสองปี แต่ได้ลดให้รอลงอาญา 2 ปี จ่ายค่าทำขวัญเด็ก 500 บาท
สรุปได้ว่า จากการที่ทำการกักขังทารุณกรรมเด็กวัย 12-13 ปีสองคนในฐานะนายจ้างนั้น ผู้นายจ้างถูกปรับเพียงสองพัน และกลับไปทำมาหากินตามปกติ ในขณะที่เด็กหญิงทั้งสองจะต้องดำเนินชีวิตไปตามชะตากรรมที่มีบาดแผลอันยากแก่การเยียวยา
นอกจากนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนายจ้างทั้งสอง นอกจากเขาจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเด็กตลอดเวลาที่ทำร้ายเด็ก และหลังจากที่เด็กต้องหนีออกมา หน่วยงานเอกชนอย่างน้อยสองแห่ง ต้องรับภาระหน้าที่จ่ายค่าดูแลดำเนินการบำบัดช่วยเหลือแทนการกระทำของนายจ้าง ทั้งนี้ อาจเป็นความบกพร่องขององค์กรเอนจีโอที่ไม่รู้เรื่องกฎหมายเพียงพอ ไม่ได้ส่งให้หน่วยงานกฎหมายเข้าช่วยเหลือเพื่อทำคดีอาญาและคดีแพ่งไปพร้อมกัน หรือจะเป็นเพราะสำนวนที่ตำรวจดำเนินการไม่หนักแน่นมั่นคงพอ ส่งผลให้รูปคดีที่อัยการส่งฟ้องอ่อน ทำให้ผลการตัดสินที่ออกเหมือนนายจ้างไม่ได้มีความผิดจะต้องชดใช้อะไร นั่นหมายความว่า กระบวนการทางสังคมและทางกฎหมายอ่อนแอ ไม่สามารถจะป้องกันเด็ก ๆ อีกมากมายไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการเอาเปรียบแรงงานเด็ก ตลอดจนไม่สามารถปกป้องเด็กไม่ให้ถูกทำร้ายทั้งทางร่างกาย จิตใจหรือตลอดจนถึงทางเพศด้วย
การนำเรื่องนี้มานำเสนอ ก็เพื่อที่หน่วยงานที่รับผิดชอบและทำงานด้านนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะต้องนำมาพิจารณาไตร่ตรองแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเด็ก และเพื่อให้แรงงานและจิตใจของเจ้าหน้าที่เอนจีโอทั้งหลายไม่ต้องกลายเป็นความสูญเปล่า หรือไม่ได้เรื่องกันเลย ทั้ง ๆ ที่เราทุกคนทำงานหนัก! |