::บทความ เด็กและครอบครัว
ผู้ด้อยโอกาสควรจะได้รับโอกาสสูงกว่าผู้มีโอกาสอยู่แล้ว!

        ข่าวครูผู้ดูแลเด็กบ้านอาทร กระทืบเด็กสองขวบจนลำไส้แตก และมีรอยฟกช้ำดำเขียวจากการถูกทำร้ายร่างกาย และผู้กระทำทารุณกรรมครั้งนี้ ก็คือครูผู้ดูแลเด็กวัย 29 ปี ข่าวไม่ได้บอกว่าเธอเป็นใครจากที่ไหน จบการศึกษาอะไรมาและมาอยู่ที่นี้ได้นานแล้วหรือยัง เพราะงานอาชีพการดูแลเด็กด้อยโอกาส หรือกลุ่มที่พ่อแม่ต้องขังคดีอาญา ซึ่งสภาพจิตของเด็กถือว่าบอบช้ำต้อยต่ำและขาดแคลนความรักความใกล้ชิดในช่วงที่ชีวิตเขาต้องการมากกว่าปกติ นั่นหมายความว่าคนที่ดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ จำเป็นจะต้องเป็นบุคคลพิเศษ ที่ประกอบด้วยความเป็นผู้มีคุณวุฒิทางการศึกษา วุฒิทางอารมณ์เป็นผู้ใหญ่มีความเข้าใจและมีความรักใคร่เมตตาต่อเด็กที่ขาดแคลนเหล่านี้ เพราะยิ่งเด็กขาดแคลน ก็ยิ่งจะต้องเติมเต็มเข้าไปให้มาก ให้เพียงพอต่อการที่เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีคุณภาพของสังคมต่อไป
        แต่ความจริงในสังคมไทยก็คือ เด็กที่มีความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ หรืออยู่ในสถานภาพทางสังคมที่เหนือกว่าเด็ก ๆ ทั่วไปส่วนใหญ่มักจะได้รับการดูแลใส่ใจจากครูอาจารย์เก่ง ๆ ขึ้นไปอีก เพื่อทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นคนเก่งยิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยก็เป็นหน้าเป็นตา เป็นภาพพจน์ที่สะท้อนให้สังคมรู้สึกว่า เพราะเขาเหล่านั้นมีครูดีครูเก่ง จึงทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสจะก้าวไปถึงความสำเร็จเร็วเข้า ส่วนเด็กที่เรียนอ่อน มีปัญหา ก็มักจะตกไปอยู่ห้องที่ประกอบด้วยเด็กมีปัญหาด้วยกัน มีครูที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือไม่มีความพิเศษพอ หรือเข้าข่ายเป็นครูที่ไม่เป็นที่ต้องการเช่นเดียวกัน
        ดังในกรณีของ"ครูศุภมาศ" คนนี้ ที่ความจริงอาจเป็นบุคคลที่มีปัญหาทางจิตใจ มีปมด้อย หรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยโอกาส ไม่มีอำนาจวาสนา รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่ากว่าคนอื่น เมื่อได้รับมอบหมายให้มาดูแลเด็ก ๆ ด้อยโอกาสเหล่านี้ ซึ่งอาจเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของตัวเอง ความทุกข์ ความเคียดแค้นชิงชังความโกรธตัวเอง โกรธอดีตที่ผ่านมา หรือความรู้สึกต่อต้านสังคม กลายเป็นแรงกดดันที่ถูกสะสมเรื่อยมา และแสวงหาทางระบายออกด้วยการ ทำร้ายทำลายผู้ที่อ่อนแอกว่า
        พฤติกรรมดังกล่าว ไม่ต่างไปจากพฤติกรรมของเพศชายมากมายในสังคมไทย ที่รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า รู้สึกตัวเองเป็นผู้พ่ายแพ้ในสังคม มีความขลาดกลัวในการต่อสู้ชีวิต รู้สึกโกรธแค้นครอบครัว ชีวิตในอดีต สังคม ตลอดจนผู้คนทั่วไปและที่สำคัญคือ "โกรธเกลียดตัวเอง" ที่ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จเช่นคนอื่น เพราะฉะนั้นหากมีโอกาสที่จะทำอะไรที่ แสดงออกถึงความสามารถในการใช้พละกำลัง ใช้อำนาจ ควบคุมสถานการณ์ได้ก็จะทำ โดยเฉพาะในช่วงที่ตกเป็นเหยื่อสารเสพติด ติดการพนัน ติดเหล้าติดบุหรี่ เหล่านี้ ก็ยิ่งขาดความยั้งคิด ปล่อยให้อำนาจใฝ่ต่ำลากจูงลงไปสู่พฤติกรรม ข่มขืนทำร้ายผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะในบ้านหรือนอกบ้าน ทันทีที่โอกาสเปิดขึ้น ดังกรณีที่พ่อหรือญาติชายข่มขืน ทำร้ายเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานตนเองอย่างขาดความละอายใจ
        ปัญหาผู้มีสภาพจิตไม่ปกติ และมีพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความก้าวร้าวรุนแรงในสังคมไทยนั้น มีมานานแล้ว และคนเหล่านี้มีอยู่ในสังคมไทยทุกระดับ ที่มีการศึกษาและด้อยการศึกษา หรือในกลุ่มผู้ใช้รแรงงาน ตลอดจนในกลุ่มผู้มีฐานะการเงินร่ำรวยทั่วไป แต่ยังไม่ได้อยู่ในขั้นที่แสดงความก้าวร้ายออกมาโดยตรง ทั้งสถานที่ที่จะให้การบำบัดดูแลอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นแรกคือการป้องกัน จนถึงการบำบัดรักษามีอยู่อย่างจำกัด ความก้าวร้าวรุนแรงเหล่านี้จะเหมือนหลบซ่อนตัวอยู่ในความเงียบ และรอเวลาที่จะระเบิดออกมาเป็นความเจ็บปวด สูญเสียดังที่ปรากฏเป็นข่าวรุนแรงเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอตลอดมา และ"นางสาวศุภมาส" ครูผู้ดูแลเด็กเล็กบ้านอาทรคนนี้ คือภาพสะท้อนที่น่ากลัว สำหรับเด็กด้อยโอกาสในองค์กร และหน่วยงานทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ต้องคดีในสถานพินิจทั่วประเทศไทย ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า เด็ก ๆ ที่เข้าไปรับการฝึกอบรม ฝึกฝนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ สุดท้ายหลายปีที่ผ่านไป จะมีอะไรเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า มากมายจะไม่ได้กลายเป็น"อาชญากร"เต็มรูปแบบ หรือประสบการณ์ที่ผ่านมาในบ้านหลังนั้น จะไม่ได้กลายเป็นเครื่องทำลายความคิดสร้างสรรค์ในความเป็นมนุษย์ให้หมดไปด้วย?
        จากการได้พูดคุยให้การปรึกษาแนะนำกับเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเด็กวัยรุ่นในสถานพินิจหลายแห่ง พบว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีความเครียด มีความกดดันสูง รู้สึกว่า"นาย" หรือฝ่ายบริหารระดับสูงกุมอำนาจในการสั่งการ ไม่ฟังข้อมูลจากข้างล่าง ไม่ตอบสนองต่อการร้องขอความเห็นใจ ชีวิตที่อยู่กับคำสั่งตลอดเวลา ทำให้ดูดซับถ้อยคำและพฤติกรรมเหล่านี้ไป จนกลายการแสดงออกต่อผู้ใต้บังคับบัญชาระดับล่างเรื่อยไปเป็นทอด ๆ และคนที่"เล็ก"ที่สุดก็อาจจะกลายเป็น"เหยื่อของเหยื่อ"อีกมากมาย เพราะฉะนั้นการพิจารณา "ใช้บุคลากร"ให้เหมาะกับปัญหา กับสถานการณ์น่าจะเป็นหนทางแก้ไขที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาและรักษาทรัพยากรมนุษย์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส คือกลุ่มบุคคลที่ต้องการโอกาสมากกว่าคนปกติทั่วไป สังคมจึงควรปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ยัดเยียดให้ผู้ด้อยโอกาสไปอยู่ในการควบคุมดูแลของ"คนป่วย คนที่บาดเจ็บ"ด้วยกัน และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ บรรดาผู้คน บุคลากรที่ทำหน้าที่ให้การดูแลกับคนป่วย คนด้อยโอกาส กับนักโทษในเรือนจำทั้งหลายแหล่ ก็ควรได้รับการบำบัดดูแลจากนักวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ต้องคดีและเข้ารับโทษเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ จะไม่ตกเป็นเหยื่ออารมณ์เครียด เหยื่อความบาดเจ็บทางจิตใจ ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเขา ดังกรณีของเด็กหญิงวัยสองขวบกับครูผู้ดูแลเด็กคนนี้
        ที่สำคัญ นอกจากนางสาวศุภมาส อุระวังผู้นี้จะต้องรับโทษตามความผิดแล้ว ก็ควรจะได้รับการบำบัดจิต เพื่อให้ชีวิตของเธอหลุดพ้นจากความโกรธเกลียด ความเครียดในอดีตที่สะสมมาจากความด้อยต่าง ๆ เพื่อให้เธอสามารถเข้าใจสภาพปัญหา หน้าที่ความรับผิดชอบของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร เพราะถึงวันนี้ก็ปรากฏแล้วว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมาะสมในการที่จะดูแลเด็กเหล่านี้
        อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่คือผู้กำหนด"คุณค่าทางสังคม" นั่นคือให้ความสำคัญกับบุคคลที่มีอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว และต้องการจะพัฒนาสิ่งดี ๆ เหล่านั้นให้มีคุณค่ามากขึ้น มากกว่าจะคิดถึงคนที่ด้อยโอกาส และพยายามพัฒนาให้คนเหล่านั้นได้มีสถานภาพที่ดีขึ้นเท่าเทียมกับคนทั่วไป ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากการไม่รู้จักคุณค่าของ "เศรษฐกิจพอเพียง" นั่นคือไม่จำเป็นต้องไปกอบโกยให้คนดีที่มีอยู่มากแล้ว ต้องให้มีมากขึ้น เพราะเท่ากับขยายช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้กว้างออกไปมากขึ้น แต่ช่วยกันทำนุบำรุง"คนที่ด้อยโอกาส" ให้มีโอกาสเพิ่มมากขึ้น ขยับสถานภาพให้ขึ้นมาทัดเทียมผู้คนที่มีอยู่แล้ว การลดช่องว่างโดยวิธีนี้ จะช่วยทำให้ปัญหาสังคมมากมายค่อย ๆ ลดลง เพราะสังคมที่มีคนที่มีคุณภาพเสมอกัน ย่อมพูดคุยเข้าใจกันรู้เรื่อง และจะไม่ทำให้ใครตกเป็นเหยื่อใคร โดยเฉพาะคนที่ดีที่มีอยู่แล้ว ควรหันมายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการช่วยผู้ด้อยโอกาส ให้มีโอกาสเพิ่มขึ้น นั่นคือหนทางพัฒนาประเทศ และแน่นอนที่สุดก็คือ การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในความเป็นมนุษย์นั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องถูกดึงคุณค่าที่เขามีอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมากที่สุด หรือหากมีความขาดตกบกพร่องสิ่งใด ก็ควรได้รับการตกแต่งเติมเต็มให้มีความใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อที่"เรา" จะได้ไม่เจ็บปวดกับเรื่องราวที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ต่างจากที่เด็กหญิงวัยสองขวบคนนี้
        โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ คนใหม่ที่เข้ามารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ก็ควรพิจารณาจับทิศทางการพัฒนาทรัพยากรให้ถูกทางที่สุด การพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนยาวนาน จำเป็นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจและทำด้วยความเมตตากรุณา ไม่ใช่กระทำด้วยความพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรคและปัญหาของตนเพียงอย่างเดียว!

อรอนงค์ อินทรจิตร
สยามรัฐ หน้าต่างสตรี วันพุธที่ 17 มกราคม 2544
 
TOP BACK
www.DekDek.com @2004-2005 All Rights Reserved