::บทความ เด็กและครอบครัว
ความรุนแรง คือการบริหารอำนาจระหว่างเพศ!

        สำหรับเดือนแห่งการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ซึ่งเริ่มมาได้เป็นสัปดาห์ที่สอง หากจะมอง บรรยากาศโดยทั่วไปแล้ว จะพบว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม โดยเฉพาะ"สื่อมวลชน" นั้นยังมีน้อยมาก หรือจริง ๆ แล้ว "สื่อ" อาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า เรากำลังมีการรณรงค์เพื่อขจัดความรุนแรงในสังคมไทย หรือความจริง "สื่อ" โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ ก็อาจจะคิดว่า ก็ทำอยู่แล้วไง! ทำทุกวันเลย เพราะข่าวที่เสนอมาในทุกวันนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนมาก็มีแต่ความรุนแรงด้วยกันทั้งนั้น นับตั้งแต่ความรุนแรงอันเกิดจากความโลภ ความประมาท โรงงานผลิตดอกไม้ไฟระเบิด เสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตคน ตามด้วยไฟไหม้ในวันลอยกระทง เพราะ"โคมไฟ" ที่ลอยขึ้นฟ้าแต่ตกลงมาบนหลังคาบ้านคนแล้วกลายเป็นไฟลุกไหม้ เสียหายทรัพย์สินไปมากมาย หรือแม้กระทั่งข่าวอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องความรุนแรงด้วยกันทั้งนั้น เกิดขึ้นทุกวัน และนับวันอาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หากประชาชน รวมทั้ง"สื่อ" ไม่หันกลับมามองว่า ปัญหาจริง ๆ มันเกิดขึ้นตรงไหนและอย่างไร การจะลด ละ และยุติความรุนแรงในสังคมไทยคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะเราคุ้นเคยจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
        โดยเฉพาะข่าว ผู้ร้ายปล้นร้านทองที่จังหวัดอยุธยา เมื่อพลเมืองดี คือ นายกิตติ อำนวยชัย อาชีพขับขี่รถมอเตอร์ไซด์ พยายามจะหยุดคนร้าย จึงถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นับเป็นกรณีสะเทือนขวัญผู้คน เนื่องจากปัจจุบันนี้ ผู้คนมากมายเกรงกลัวการเข้าไปช่วยผู้หนึ่งผู้ใดที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง หรือการถูกคุกคามทางเพศ ดังในกรณีที่เด็กหญิงวัยรุ่น ถูกนักเรียนช่างกลห้าคนรุมฉุดต่อหน้าผู้โดยสารบนรถเมล์ ไม่มีใครกล้าเข้าช่วย เพราะกลัวจะโดนทำร้ายหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีความ จึงทำให้ผู้ร้ายย่ามใจ และไม่เกรงกลัวกฏหมายยิ่งขึ้น
        กรณีนี้ต้องขอแสดงความชื่นชม นายกิตติ อำนวยชัย ที่มีใจเมตตาต่อผู้อื่นจนตัวเองเสียชีวิต ทิ้งให้ภรรยาและลูก ๆ ต้องเผชิญชะตาชีวิตตามลำพัง เป็นเรื่องที่ต้องให้การยกย่องสรรเสริญ และหน่วยงานราชการมทั้งกรมประชาสงเคราะห์ กรมตำรวจ ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือครอบครัวนี้ โดยเฉพาะลูก ๆ ของเขาเพื่อให้แน่ใจว่า จะได้รับการศึกษาสูงสุด และได้ตระหนักถึงคุณค่าของคำว่า"พลเมืองดี" ซึ่งพ่อเขาแลกไว้ด้วยชีวิตทั้งชีวิต!
        นอกจากกรณีนี้แล้ว ข่าวรุนแรงกรณีเด็กหญิงนักเรียนประถมหก อายุ 12 ปี โรงเรียนประถมจังหวัดบุรีรัมย์ ถูกครูข่มขืนจนตั้งครรภ์ คลอดลูกมาทั้งพ่อแม่และครูอาจารย์อื่น ๆ ตกใจเพราะไม่คาดคิดมาก่อน อีกทั้งที่ผ่านมา นายบุญยก ชัยรัมย์ กับภรรยา ชื่อครูวิภา ชัยรัมย์ ก็แสดงความรักใคร่เอ็นดูลูกศิษย์คนนี้ ทั้งไปรับไปส่ง เอาไปช่วยงาน ทำไมจึงกลายเป็นการใช้เด็กเป็นที่ระบายความใคร่ไปได้! นี่เป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งคุณครูหลายท่านในโรงเรียนนั้นรู้สึกอับอายมาก เพราะเข้าข่ายปลาเน่าตัวเดียว แต่เหม็นกันไปหมด ไปที่ไหนก็ต้องถามไถ่กันไปทั่ว ถ้ามีลูกหลาน ก็น่าสงสารเด็ก ต้องมาแบกรับความอัปยศของพ่อแม่ไว้ด้วย เร็ว ๆ นี้เช่นกันที่สถานีตำรวจบึงกลุ่ม พ่อเฒ่าวัย 71 ปี ข่มขืนเหลนอายุ 11 ปี อยู่ชั้นประถมสี่ ข่มขู่ไม่ให้บอกใคร แม่เด็กรู้เรื่องไม่ยอม จึงไปแจ้งความดำเนินคดี ก็สมควรอยู่
        ส่วนที่เพิ่งจะมาเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ กรณีรองอธิบดีกระทรวงการต่างประเทศ ถูกร้องเรียนจากเลขานุการอธิบดีว่า ท่านรองอธิบดีพยายามปลุกปล้ำจะข่มขืน หนีรอดมาได้ทำเรื่องร้องเรียน แต่ผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง และเป็นกระทรวงที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศกลับมาทำงามหน้าเสียเอง แต่ได้รับการพิจารณาลงโทษจากผู้ใหญ่สถานเบา หลังจากกราบเท้าขอโทษเลขานุการกับสามีแล้ว ให้ย้ายงานและงดความดีความชอบหนึ่งปี ทำให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศไม่พอใจ เรื่องราวจึงได้เปิดเผยออกมาทางสื่อหนังสือพิมพ์ ก็ต้องชมเชย"สื่อ" ที่ไม่ละเว้นในเรื่องนี้ เพราะนี่เป็นการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานทุกระดับและเกือบจะทุกที่ เพียงแต่ ผู้หญิงที่เป็นผู้เสียหาย เกรงคนในสังคมจะไม่เข้าใจ อาจถูกซ้ำเติม จึงไม่มีใครกล้าเอาเรื่อง ทำให้ผู้กระทำผิดย่ามใจเหิมเกริมและประพฤติตนเช่นนั้นต่อไป
       ทั้งหมดที่กล่าวมา คือปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต แต่ก็ยังเกิดขึ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกเหนือจากปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นความรุนแรงระดับโลก ตามด้วยโรคเอดส์ และขณะนี้มีการเตรียมตัวเพื่อเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใหม่ ความรุนแรงที่เรื้อรังคือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันอย่างหนักเพื่อจะได้รับการเลือกตั้งเข้าไปเป็นรัฐบาล แน่นอนที่ คนซึ่งต้องซื้อสิทธิ์ขายเสียงเพื่อเข้าไปบริหารประเทศ ขนาดเริ่มต้นยังรุกรานคุกคามคู่ต่อสู้ด้วยการใช้เงินกันแล้ว หากเข้าไปเป็นรัฐบาล จะมีใครยืนยันได้ว่า จะไม่ใช้อภิสิทธิ์ในการเบียดเบียนสิทธิ์และงบประมาณหรือภาษีของประชาชน และที่สำคัญ และข่าวความรุนแรงที่นำความเปรอะเปื้อนมาสู่ชาวพุทธในพระพุทธศาสนาก็คือ กรณีพระผู้ใหญ่ข้องเกี่ยวทางโลกีย์กับสีกาอย่างไม่เกรงกลัวบาป ซึ่งมีข่าวออกมาบ่อยมากในระยะหลัง ทั้งที่ความจริงเรื่องราวเช่นนี้มีมานานแล้ว เป็นความรุนแรงที่ไม่ธรรมดา และอาจเพราะเราอยู่แวดล้อมกับความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว แล้วก็ทำให้พวกเราหลงลืมที่จะคิดป้องกัน แก้ไข หรือพยายามกำจัดไปให้ได้ในที่สุด
       ความรุนแรงเป็นเรื่องของ "อำนาจ" ระหว่างหญิงชาย เป็นความต้องการที่จะใช้และบริหารอำนาจที่อาจจะมีอยู่หรือคิดว่ามีอยู่ในตนเอง เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย และเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ภายใน "สถานภาพทางครอบครัว สังคม ทางการงาน ทางการศึกษา รวมไปถึงอำนาจที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในตัวของแต่ละคน!" อย่างไรก็ดี "อำนาจ" เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ความรู้สึกที่ต้องการจะมีอำนาจ มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกที่ต้องการมีอำนาจ ไม่มากก็น้อยตามสถานภาพ โดยเฉพาะในความเป็นผู้หญิงผู้ชาย จากการอบรมเลี้ยงดูที่มนุษย์เติบโตขึ้นด้วยการสอนสั่ง และความเชื่อที่ว่า "ความก้าวร้าวรุนแรงในผู้ชายสามารถยอมรับได้มากกว่าในความเป็นผู้หญิง!" นั่นคือ "ผู้ชายได้รับการปลูกฝังและคาดหวังว่า จะสามารถใช้อำนาจในการแสดงออกถึงความรุนแรงได้มากกว่าผู้หญิง" ทั้งนี้จะโดยทางร่างกาย และการแสดงออกของพฤติกรรม เช่นการเล่นกีฬาชกมวย ฟุตบอลล์ การชนไก่ ปลากัด ตลอดจนกีฬาสู้วัวกระทิง ซึ่งเสี่ยงกับการบาดเจ็บล้มตายกันมาก แต่กลับกลายเป็นกีฬาที่พิสูจน์ถึงความกล้าหาญของผู้ชาย แต่ไม่ใช่กีฬาสำหรับผู้หญิง แหละเพราะ "อำนาจ" เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก
        โดยธรรมชาติทั้งหญิงชาย จึงมีความรู้สึกในเรื่องของอำนาจไม่ต่างกัน เพียงแต่เพราะการปลูกฝัง ค่านิยม ความเชื่อและการอบรมเลี้ยงดูที่ยอมรับพฤติกรรมและการกระทำที่ก้าวร้าวรุนแรงของผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงมากมายจึงอาจต้องเก็บกดความก้าวร้าวรุนแรงในอารมณ์ของตนไว้ ด้วยการเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน หรือปล่อยให้อารมณ์รุนแรงระเบิดออกมาโดยตรง หรือเจ้าอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรงนั้นถูกผันไปใช้ในลักษณะที่สร้างสรรค์ หรือถูกพัฒนาให้นำมาใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์ เช่นกัน "อำนาจ" ซึ่งถูกปลูกฝังไว้ตลอดเส้นทางของความเป็นผู้ชาย ถูกกลั่นกรองแยกแยะถูกผิดจากการอบรมสั่งสอน ประสบการณ์ การศึกษาและทัศนคติที่คนคนนั้นมีต่อผู้อื่น ต่อตนเองและต่อโลกทำให้การบริหารอำนาจถูกนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม ในขณะที่ผู้ชายที่ขาดการขัดเกลา ขาดความเข้าใจในขอบข่ายการใช้สิทธิ์ของตนเองต่อผู้อื่น หรือขาดความเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น ก็อาจจะแสดงอำนาจหรือบริหารอำนาจ ที่คิดว่ามีอยู่ในมือ ในตนเองอย่างผิด ๆ
        อำนาจกับความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย เช่นสามีภรรยา ผู้ใหญ่กับเด็ก นายจ้างกับผู้ใต้บังคับบัญชา หากถูกนำมาใช้อย่างขาดสติ ขาดการกลั่นกรองและไม่จำกัดขอบข่ายของอำนาจ ผลที่ตามมาคือ กรณีสามีทุบตีทำร้ายร่างกายภรรยาในทุกรูปแบบ ตลอดจนการใช้วาจากระทบกระแทกแดกดันเพื่อให้ฝ่ายหญิงเจ็บปวด พ่อแม่ทุบตีทำร้ายลูก ๆ ครูอาจารย์ตบตีทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียน ตลอดจนกรณีครูชายข่มขืนลูกศิษย์ผู้หญิง ปู่อาพ่อข่มขืนลูกหลานเล็ก ๆ ตลอดจนหัวหน้าพยายามคุกคามเอาเปรียบทางเพศ ไปจนถึงการข่มขืนผู้ใต้บังคับบัญชา จะเห็นว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการ "บริหารอำนาจ" ที่ผู้กระทำใช้ผู้หญิงและเด็กเป็นเป้าหมาย เป็นเหยื่ออารมณ์ของคนคนนั้น โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิด ถูกต้องเหมาะสมประการใด การเรียนรู้ที่จะบริหารอำนาจ ภายในขอบข่ายของกฎหมาย จริยธรรม และศีลธรรม และความเสมอภาคระหว่างเพศ จึงเป็นเรื่องจำเป็นในการขจัดความรุนแรงในสังคมไทยทุกรูปแบบ!

อรอนงค์ อินทรจิตร
สยามรัฐ หน้าต่างสตรี วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน 2543
 
TOP BACK
www.DekDek.com @2004-2005 All Rights Reserved