เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เริ่มจากปี 2542 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลไทยได้กำหนดให้เป็นเดือนแห่งการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก และปีนี้เป็นปีที่สองที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จะมีการทำงานรณรงค์กันอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความจริง หน่วยงานทางด้านการศึกษาและสื่อมวลชน น่าที่จะมีกิจกรรมที่แสดงถึงการตระหนักรู้ในเรื่องความรุนแรงในสังคมไทยมากกว่านี้ โดยเฉพาะโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของรัฐบาลและเอกชน เด็ก ๆ น่าจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ให้มาก
ลำพังผู้ใหญ่หรือบุคคลทั่วไป ชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนแก่งแย่งแข่งขันกันเพื่อความเทียมหน้าเทียมตากัน หรือใครจะได้ดีกว่ากัน หรือมากมายไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนทำไปนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนผู้ใดบ้าง เพราะความต้องการที่รุนแรงเหล่านั้นได้กลบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือความเหมาะสมพอเพียงไปแล้ว จนแยกแยะไม่ถูกว่า อะไรคือความรุนแรงและอะไรคือไม่ใช่!
ความหมายของคำว่า "ความรุนแรง" เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมากมายมันซึมซับอยู่ในความคิดและจิตวิญญาณของผู้คน และคนมากมายก็แสดงความรุนแรงออกมาทั้งโดยไม่ตั้งใจและไม่เจตนา หรือทำไปแล้วก็ไม่รู้ว่า นั่นเป็นความรุนแรง เช่น การที่ผู้ผลิตสื่อพยายามจะนำเสนอเรื่องราวและกิจกรรมที่เรียกร้องความสนใจจากผู้ดูให้มากที่สุด เรียกว่าทำให้มันเข้าไว้ มีทั้งบทอิจฉาริษยา ข่มขืน ทุบตีทำร้ายรังแก มีทั้งฉากบู๊ ไล่ล่ายิงกัน เพื่อแสดงความเก่งกาจของผู้ร้ายและพระเอก เมื่อคนหนึ่งผลิตออกมาได้ อีกหลายฝ่ายก็จะผลิตให้คล้ายกันแต่ให้มันยิ่งขึ้น รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแม้นักแสดงต่างชาติคนหนึ่งพูดว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นผู้แสดงนั้น จะมีอยู่ส่วนสำคัญสามส่วนด้วยกันคือ บทการทำร้ายร่างกายกันและกัน บทการใช้อาวุธสงครามที่รุนแรง และบทเซ็กซ์ ทุกเรื่องกำหนดไว้ว่าต้องมีสามรสดังกล่าว ไม่ต่างจากกันเท่าไร
เมื่อสื่อเข้ามาถึงบ้าน ถึงครอบครัวในระดับย่อย ๆ ของสังคม ซึ่งระดับการรับรู้ยังขาดข้อมูลและการกลั่นกรอง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ๆ และวัยรุ่น ซึ่งมีโอกาสอยู่ใกล้กับสื่อเหล่านั้นมากกว่าผู้ใหญ่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เนื้อหา การแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีรุนแรง เช่นการทุบตี ทำร้ายร่างกาย ใช้อาวุธสงคราม จึงกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็ก ๆ ไป หรือการที่เห็นภาพยนตร์มีการฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ทำร้ายกันอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา โอกาสที่เด็ก ๆ เหล่านั้น เมื่อค่อย ๆ เติบโตขึ้นจะดูดซับเอาความรุนแรงเหล่านั้นเข้ามากลายเป็นพฤติกรรมและการกระทำที่ไปผิดแปลกในความคิดของเด็ก ๆ นั่นหมายถึง ยิ่งวันเวลาผ่านไป ความรุนแรงเหล่านั้น ก็จะยิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตของคนเราทุกคนมากขึ้น
ที่ผ่านมา ตามความเชื่อของนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ต่างวิเคราะห์ว่า ผู้ที่กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่ มักมีพื้นฐานมาจากการที่ตนเคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาก่อน หรืออยู่ในเหตุการณ์ที่รู้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากประสบการณ์การทำงานของมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ และสายด่วนสุภาพบุรุษ เราพบว่า การที่ผู้กระทำความรุนแรงเคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนั้น เป็นเรื่องที่ยังเป็นความจริงอยู่ แต่จากพฤติกรรมของผู้กระทำความรุนแรงเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มหลัง คือเรียนรู้และดูดซับเอารูปแบบของความรุนแรงจากข้อมูลที่ตนได้รับ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ "กลุ่มเพื่อน" มักจะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูง ด้วยวุฒิภาวะทางอารมณ์ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ ประกอบกับร่างกายมีการปรับเปลี่ยนฮอร์โมน ทำให้อาจเกิดความคิดชั่ววูบ หรือความวู่วามนำไปสู่พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความรุนแรงกับตนเอง และกับผู้อื่นด้วย
เพราะฉะนั้น การให้การศึกษาจะโดยจากโรงเรียน พ่อแม่ครูอาจารย์ และจากผู้ผลิตสื่อ ซึ่งจะต้องมีความระแวดระไวถึงผลกระทบที่จะตามมาจากเนื้อหาที่ตนนำเสนอนั้น ๆ เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญกันอย่างมาก เพราะหากผู้ใหญ่ ผู้ให้การศึกษา ผู้ส่งสาร ยังแยกไม่ออกว่าอะไรคือความรุนแรง อะไรคือไม่ใช่ ปัญหาก็จะติดตามสะสมกลายเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินผู้คนในสังคมไทยเรื่อยไป ดังในกรณีของเหตุการณ์ในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ ที่ชีวิตของผู้คนต้องอยู่ท่ามกลางความรุนแรงเกือบตลอดเวลา นั่นเพราะผลจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและอาวุธสงคราม โดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมา การป้องกันจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีมากกว่าการพยายามวิ่งตามแก้ปัญหา
ดังที่กล่าวแล้วว่า ในกรณีของความรุนแรงนั้นเป็นเรื่อง"ละเอียดอ่อน" จนผู้คนมากมายมองข้ามไป ความรุนแรงเกิดขึ้นจาก ทางกาย คือการทำร้ายทุบตี จนถึงการฆาตกรรม ทางใจ คือ ความคิดทัศนคติทางลบที่แต่ละคนมีต่อตนเองและต่อผู้อื่น ทางวาจา คือการพูดจา การใช้ภาษาสองแง่สามง่าม พูดหยาบคาย คุกคาม ข่มขู่ให้ผู้อื่นรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า หรือสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกัน นอนเตียงเดียวกัน กลับไม่มีการพูดจากัน ตลอดจนถึงความรุนแรงทางเพศ ตั้งแต่คุกคามลวนลาม อนาจาร ข่มขืนซึ่งเกิดขึ้นทั้งในบ้านและนอกบ้าน
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงทางกายนั้นเห็นได้ชัดเพราะมีหลักฐานปรากฎ แต่ความรุนแรงที่เกิดจากการใช้วาจา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอมาแต่เมื่อไม่มีใครพูดทักท้วง หรือไม่กล้าขัดจังหวะ ไม่กล้าโต้แย้ง ทำให้คนที่พูดได้ใจ แล้วก็ถือปฏิบัติพูดจาหยาบคายจนกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อไป
ดังกรณีของครูอ้อย วัยห้าสิบกว่า เธอเล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนร่วมรุ่นได้จัดทัวร์ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน เธอเป็นคนโสดและพาคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องไปด้วยกัน ในกลุ่มนี้มีเพื่อนชายทำงานรัฐวิสาหกิจที่สนิทกับเธอไปด้วย ระหว่างทางเขาจะลุกขึ้นเล่าเรื่อง "เซ็กซ์" อย่างเปิดเผยและหยาบคายมากเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ ทุกอย่างที่เขาเอ่ยขึ้นมาเป็นเรื่องใต้สะดือหมด เธอจึงเข้าไปเตือนว่า มีเด็ก ๆ วัยรุ่นและผู้ใหญ่มาด้วยหลายคนนะ นั่นคือเป็นการเตือนสติเขาให้ระมัดระวังคำพูดมากขึ้น ด้วยหวังว่าเขาจะเข้าใจ!
แต่เขากลับแสดงกิริยาโกรธ พูดเหน็บแนมเธอว่าดัดจริต ทำเป็นไม่เคย แล้วเขาก็ได้ไปเรียกลูกน้องผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาพูดแทน ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็พูดได้หยาบคายอย่างไม่อายปากได้ไม่ต่างกัน ตลอดทางนั้น ทุกคนจึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องดู "ตลกลามก" ตลอดทาง เพราะพูดเตือนแล้วแต่เขาดื้อรั้นจะเอาชนะ กล่าวหาว่าเธอทำเป็นไร้เดียงสา โดยไม่ได้คิดว่า คำพูดและพฤติกรรมหยาบคายของเขา ไม่ใช่จะได้รับการยอมรับจากทั้งหมด แต่เขาพยายามจะให้ทุก ๆ คนยอมรับและเห็นเป็นเรื่องสนุกไปด้วย ในกรณีนี้เราจะพบว่าผู้คนมากมาย โดยเฉพาะผู้ชายมักใช้วาจาหยาบคายทางเพศ เป็นการคุกคามผู้หญิง เพราะรู้ว่าเธออายไม่กล้าลุกขึ้นมาโต้ตอบ การพูดเช่นนั้น พูดได้ในกลุ่มบุคคลที่ชอบเหมือน ๆ กัน เหมือนประเภทพวกที่ชอบบำบัดความใคร่ทางปาก หรือพูดเพื่อมีเจตนากระตุ้นผู้ฟังให้เกิดอารมณ์ร่วมด้วยกัน สามารถทำได้ถ้าไม่ไปรบกวนหรือพูดต่อหน้าคนอื่นที่เขาไม่ได้อยากรับรู้รับฟังด้วย เพราะเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น
เช่นกันบนรถทัวร์แทบทุกคัน ที่เดินทางระหว่างภาคไกล ๆ มักจะใช้วีดีโอ ประเภท "ตลกคาเฟ่" ซึ่งมีเรื่องเพศสองแง่สามง่ามเข้ามาเกี่ยวข้องให้เห็นเป็นเรื่องตลก โดยไม่สนใจว่าจะมีเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการความสุข ความสุภาพ แต่ทุกคนก็อดทนไม่เคยบ่น เพราะไม่คุ้นเคยกับการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งผลประโยชน์ผู้อื่น ผลที่ตามมาคือ รถทัวร์ก็คิดว่าผู้โดยสารชอบ จึงกลายเป็นการยอมรับคำพูดหยาบคายทางเพศสองแง่สามง่ามว่าเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเรื่อยไป โดยไม่ได้ตระหนักว่า นั่นคือความรุนแรงอย่างหนึ่ง!
เหมือนกับที่ในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งกลางใจเมือง นิสิตคณะวิศวกรรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งพูดคุยกันว่า "เฮ้ย เสร็จงานแล้ววันนี้ เราไปหลอกฟันเด็กครุฯ กันดีกว่า" ผู้โทรฯเข้ามาเป็นมารดาของนิสิตได้ยินเข้า รู้สึกตกใจจังย้อนถามว่า ทำไมพูดอย่างนั้น นิสิตเหล่านั้นพูดว่า "เด็กครฯุมันโง่ดี ฟันง่าย!" "ป้า ถ้าไม่โง่ ไม่ติดคณะนี้หรอก ต้องติดคณะอื่น!" ผู้ปกครองท่านนั้น ทั้งโกรธทั้งผิดหวังกับพฤติกรรมและคำพูดของเด็กนิสิตเหล่านั้น เธอโทรฯเขามาคุยในรายการวิทยุ F.M. 92.0 เพราะเธอรู้สึกว่า นั่นคือความรุนแรงอย่างหนึ่ง และที่สำคัญ สิ่งที่นิสิตชายเหล่านั้นพูดออกมาสะท้อนให้เห็นว่า หากมีโอกาสที่จะเอาเปรียบผู้หญิงได้ คนเหล่านี้ก็จะทำ คำถามจึงเกิดขึ้นกับผู้ปกครอง ผู้ใหญ่มากมายว่า เด็กหนุ่ม ๆ เหล่านี้เอาความคิดและคำพูดที่รุนแรงมาจากไหน เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทยของเรา ที่นักศึกษาชายมองเห็นเพศตรงข้าม ที่เป็นนิสิตเหมือน ๆ กันแต่กลับพูดแสดงความเหยียดหยามดูถูกเพศแม่ได้ถึงขนาดนี้ และเราจะหาทางปรับเปลี่ยนแก้ไขกันอย่างไรต่อไปดี? |