เมื่อต้นเดือนเมษายน 2543 เด็กหญิงวัย 12 ปี และ 13 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อทุบตีของนายจ้างที่จังหวัดชัยนาถ จนต้องหนีเข้ากรุงเทพฯ และได้ตำรวจโรงพักบางซื่อช่วยเหลือไว้ ข่าวนี้หลายท่านคงจะจำได้ คดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้นลง แต่เด็กทั้งสองได้ถูกนำส่งบ้านเดิม โดยเด็กหญิงคนโตวัย 13 ปีมีครอบครัวญาติอยู่สระบุรี ก็ได้กลับบ้าน แต่เด็กหญิง อ้อย(นามสมมติ) ไม่มีที่จะไป ประวัติแม่เป็นคนเขมร กลับบ้านไปแล้ว ทิ้งลูกสามคนให้อยู่กับพ่อ "อ้อย"เป็นลูกสาวคนโต มีน้องเล็ก ๆ อีกสองคน แต่พ่อเสียชีวิตเพราะถูกแทงตาย "อ้อย" จึงไปอยู่กับยายที่จันทบุรี จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2542 มีคนมาซื้อ"อ้อย"ไปจากยาย พร้อมกับนำตัวไปทำงานอยู่บ้านนายสิทธิกิจ ดวงจินดามากุล อายุ 45 ปี ที่บ้านเลขที่ 182 ม. 3 ต. ท่าชัย อ. เมือง จังหวัดชัยนาท จึงได้พบกับเด็กหญิงร่วมชะตาอีกคน ทั้งสองทำงานทุกอย่างในบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่มทุกวัน แต่ถ้าวันใดทำงานไม่ถูกใจ ก็จะถูกนายสิทธิกิจหรือนาย"ติ๊ก" นายจ้างทำร้ายร่างกายด้วยการใช้สายไฟ ไม้แขวนเสื้อเฆี่ยนตีตามร่างกาย บางครั้งก็ใช้ฝ่ามือตบหัวอย่างแรงเป็นประจำ!(ข่าวหนังสือพิมพ์)
ทั้งสองหนีออกมาได้และเข้ามากรุงเทพฯ แต่ไม่รู้จะไหนจึงได้ไปพึ่งตำรวจ ระหว่างคดียังไม่สิ้นสุด "อ้อย"ได้เข้าไปอยู่ที่บ้านพักแรงงานเด็ก ในความดูแลของมูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก(มพด) แถวหัวลำโพง จนสามเดือนก่อน เด็กหญิงคนแรก ถูกส่งกลับบ้านแต่"อ้อย" ไม่มีที่ไป จึงได้ถูกส่งตัวไปรับการบำบัดดูแลที่มูลนิธิฯในจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีมูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง
จากประวัติของ"อ้อย" จะเห็นว่า เธอเป็นเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในทุกรูปแบบ เมื่อแม่ไม่อยู่ด้วย พ่อตาย ชีวิตของเด็กหญิงก็ถูกขายไปเหมือนไม่ใช่คน จนมาถึงวันนี้ เมื่อจะต้องเริ่มต้นในการบำบัดเยียวยาอย่างจริง ๆ วันเวลาของการเยียวยาที่ไม่ได้ผล หรือการเปลี่ยนคนดูแลที่ผ่านมา คือการเพิ่มความซับซ้อนในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเด็กหญิงเริ่มเป็นสาว และความเครียดทางเพศเริ่มเรียกร้องเพื่อได้รับการตอบสนอง
ทีมงานนักจิตวิทยานักจิตบำบัดของมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานเอกชน เอนจีโอแห่งเดียวที่ทำงานด้านบริการสุขภาพจิตอย่างมืออาชีพ ได้ติดตามเรื่องนี้มาแต่ต้น แต่มิได้เกี่ยวข้องด้วยเพราะเห็นว่ามีหน่วยงานด้านเด็กเข้าไปรับผิดชอบแล้ว จนกระทั่งได้รับทราบว่า "อ้อย" ซึ่งขณะนี้อยู่ที่มูลนิธิฯ ในกาญจนบุรีเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง พูดจาหยาบคาย และแสดงออกถึงพฤติกรรมทางเพศอย่างเปิดเผย สร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ซึ่งเจ้าหน้าที่ดูแลทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ใช้วิธีเหมือน"ธรรมชาติ"บำบัด คืออยู่กันตามสบายกับธรรมชาติ เหมือนครอบครัวเดียวกัน ซึ่งในวิธีการนี้ คงจะดีสำหรับเด็กที่ไม่ได้ผ่านพบความเลวร้ายมามากมายดังในรายของ"อ้อย" ซึ่งต้องการความเข้าใจ ต้องการข้อมูลคำอธิบายและทักษะการบำบัดจิตอย่างต่อเนื่องและมากเป็นพิเศษกว่าเด็กทั่วไป
หัวใจของ"อ้อย" ก็ไม่ต่างไปจาก"เด็กเร่ร่อน"มากมายที่เหมือนเขาและเธอเหล่านั้น "ได้ทำหัวใจตกหาย!" ความรู้สึกนึกคิดของเขา/เธอ จึงกระเจิดกระเจิงไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยต่อไปได้ เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องการจะหนีออกมาจากที่ที่รู้สึกเหมือนตนเองถูกกักขัง ความจริงก็คือ "หัวใจเธอถูกกักขังด้วยคุกแห่งประสบการณ์อันเลวร้าย" จึงอยากเดินทางไปเรื่อย ๆ เพื่อแสวงหาสิ่งที่ทำหาย แต่ก็บอกไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ความรู้สึกบาดเจ็บมันคอยกระตุ้นเตือนให้ทุรนทุราย วิ่งหนีดิ้นรนจากความเจ็บปวดที่ผ่านมา แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดบาดใจมากขึ้น ชีวิตของเด็ก ๆ เหล่านี้จึงไม่สามารถจะค้นพบความสงบในหัวใจได้
การบำบัดดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ ไม่เหมือนการดูแลเด็ก ๆ ทั่วไป "อ้อย" คือภาพของเด็กที่เปรียบได้กับ "ตุ๊กตาหรือของเล่น" ที่มันแตกหักชำรุดเสียหาย การให้ความช่วยเหลือจึงไม่ใช่เพียงแค่เก็บมาซักปัดฝุ่นแล้วจับเข้าแถวเดินต่อไปได้ แต่เป็นการนำมาช่อมแซมทุกรอยรั่ว บาดแผลและฝุ่นทราย และหากเป็น"ตุ๊กตา" จริง ๆ คงจะจัดการได้ง่ายกว่า แต่นี่คือ "ชีวิต" ชีวิตที่ถูกกระทำจนคนบำบัดเยียวยาก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นให้ยาที่ตรงไหน!
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะพูดต่อไปก็สืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว การที่นาย คิม ฮัก-ซู เลขาธิการบริหารแอสเคป ได้นำเสนอการศึกษาวิจัยว่าด้วยปัญหา "โสเภณีเด็ก" รวมถึงปัญหาเด็กถูกคุกคามทางเพศ ถูกละเมิดสิทธิ เพียงเพราะความเป็นเด็ก ตลอดจนปัญหาแรงงานเด็กในประเทศต่าง ๆ ในเอเซีย โดยเฉพาะที่ประเทศไทย ซึ่งปัญหาแรงงานเด็ก และเด็กที่ถูกคุกคามทางเพศ อาจเดินเข้าสู่เส้นทางการเป็นโสเภณีเด็กได้ง่าย อาจเพราะถูกล่อลวง ถูกขายจากครอบครัว อาจเป็นการหนีเสือปะจรเข้ หรือเด็กที่เคยถูกข่มขืน ถูกคุกคามทางเพศ อาจตัดสินใจเข้าสู่การขายบริการด้วยความรู้สึกเป็นตราบาป จากพฤติกรรม การกระทำและจากความเชื่อในสังคมไทย
ทั้งนี้ ในขณะที่ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขใส่ใจอย่างจริงจังเพียงพอ จากทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะจากรัฐบาล เพื่อพัฒนาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งในขณะนี้หน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ โครงการระหว่างประเทศ ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก(ไอเปค) และอีกหลายหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานในครั้งนี้ ยังไม่รวมเอนจีโอต่าง ๆ ที่ทำงานด้านนี้กันมานานแล้วเช่นกัน แต่ปัญหาที่สำคัญมากเช่นกันที่หน่วยงานแทบทุกแห่งต่างยังไม่สามารถหาทางออกได้ คือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการปรึกษาแนะนำและบำบัดจิต ทั้ง ๆ ที่เด็ก ๆ เหล่านี้ เมื่อผ่านพ้นความหฤโหดจากประสบการณ์มาแล้ว จำเป็นต้องได้รับการดูแลให้ถูกจุด เหมาะสมและจากทีมงานที่มีความพร้อมหลาย ๆ ด้าน เนื่องจากผลกระทบจากประสบการณ์ที่รุนแรงของเด็กเกิดกับทั้งร่างกายและจิตใจ!
ดังในกรณี"อ้อย"ที่กล่าวมา ความไม่พร้อมของหน่วยงานเอกชนที่จะทำงานให้ครบกระบวนการได้ ทำให้"อ้อย" ต้องโยกย้ายจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง สร้างความเครียด ความกดดันที่สั่นคลอนความมั่นคงอันบอบบางของเด็กที่มีอยู่ให้อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนอาจจะนำไปสู่โศกนาฎกรรมต่อไปได้
ซึ่งต่อไปนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานด้านนี้ คงจะต้องประเมินศักยะภาพของตนเองว่า สามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรและแสวงหาความช่วยเหลือร่วมมือเสียตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เด็กเข้ามาอยู่ในความคุ้มครอง เพราะการเปลี่ยนแปลงสถานที่และตัวบุคคลผู้ดูแล ควรจะทำในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งในกรณีของ"อ้อย" จากประวัติที่ส่งมา เคยได้รับการรับการรักษาทางร่างกายและจิตใจที่โรงพยาบาลจุฬาฯมาก่อน โดยผลทางจิตใจระบุว่า เด็กปกติทุกอย่าง!
คำว่าเด็กปกติทุกอย่างในที่นี้ คงหมายถึง"ไม่ได้บ้า!" แต่สภาวะทางจิตใจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นเด็กจึงไม่สามารถจะปรับจิตใจให้อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมใด ๆ ได้โดยไม่หนีออกไปเร่ร่อน อย่างไรก็ดี ทีมงานฮอทไลน์ก็เตรียมพร้อมที่จะให้ความเข้าใจ และพยายามช่วยให้เด็กได้รับการตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ ในสิ่งที่เธอต้องการ และความต้องการที่แท้จริงของเธอนั่นแหละ ที่เด็กที่อยู่ในสภาพนี้ ต้องการที่จะแสวงหา!
อย่างไรก็ดี ปัญหาโสเภณีเด็ก หรือการค้าแรงงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งที่องค์การระหว่างประเทศ คือ ไอเปค หน่วยงานภาครัฐ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตลอดจนเอนจีโอหลายแห่งพยายามร่วมมือกันรณรงค์เพื่อการป้องกัน และแก้ไข โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ เพื่อกระตุ้นให้สังคมชุมชนได้รับรู้ มีส่วนร่วมและตระหนักว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ นั้น เป็นปัญหาสำหรับทุก ๆ คนในสังคม และเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ในการให้การคุ้มครองดูแลเด็ก การคุกคามทางเพศ เบียดเบียนแรงงานเด็กจนถึงขั้นทำร้ายรุนแรง จึงน่าจะถือว่าเป็น "อาชญากร" ของสังคมทุกระดับ เพราะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ ผู้ใช้บริการทางเพศที่ฝักใฝ่ ในการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก หรือข่มขืนเด็ก สมควรจะได้รับการ"ประณาม" จากผู้คนในสังคม ไม่เช่นนั้น การจะแก้ไขปัญหาโสเภณีเด็ก คงเป็นเรื่องยาก เพราะผู้ใช้บริการ มักมีกำลังเงินในการล่อหลอกและต่อรอง ให้"เด็ก" ต้องเดินเข้าสู่ธุรกิจทางเพศ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม! |