สำนักแถลงข่าวสหประชาชาติ ได้เสนอรายงานข้อศึกษาใหม่ สองฉบับขององค์สหประชาชาติ รายงานดังกล่าว ถูกนำออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 15 กันยายน เวลา 10.15 น. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติกรุงเทพฯ โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมวิจารณ์รายงานข้อศึกษา คือ นาย คิม ฮัก-ซู เลขาธิการบริหารแอสแคป ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย และประธานคณะกรรมาธิการแห่งชาติสำหรับการจัดทำแผนแม่บท และแผนดำเนินการสำหรับสิทธิมนุษยชน และศาสตราจารย์ วิทิต มันตราภรณ์ ผู้รายงานที่ประชุมโกลกรุงสต๊อกโฮมเรื่องการต่อต้านการค้าและการตักตวงประโยชน์ทางเพศในเด็ก
การนำเสนอรายงานนี้ ก็คาดหวังว่า จะสามารถทำให้เกิดความตระหนักกับรัฐบาลประเทศทั้ง 11 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง คือ ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม รัฐยูนาน(จีน) และพม่า ตลอดจนประเทศในเอเซียใต้อีก 5 ประเทศ คือ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังคลาเทศ และปากีสถาน ซึ่งทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เอนจีโอ และผู้คนในสังคมโดยทั่วไปได้ตระหนักถึงความร้ายแรง และจำต้องดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อคุ้มครอง และนำผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศ กลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง
ผู้ทำการวิจัยศึกษา ได้เข้าไปหาข้อมูลจากเด็ก และผู้ให้การดูแลเด็ก ทำให้สามารถเข้าใจโลกของเด็ก และเข้าใจผู้ดูแลเด็กได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ "เด็กกลุ่มที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปี ตลอดจนกลุ่มผู้ให้บริการทางสังคม ให้บริการทางการศึกษา ดูแล สุขภาพอนามัย ส่วนวิธีการศึกษาวิจัย ประกอบด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกตและการวิเคราะห์ ซึ่งผลจากการสัมภาษณ์ บ่งชี้ให้เห็นว่า "ความยากจน การมีการศึกษาต่ำ การล่มสลายทางระบบครอบครัว ตลอดจนแนวโน้มของสังคมที่แปรปรวน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ"
นอกจากนั้น สถานการณ์ทางสังคม พบว่า เด็กถูกนำเข้าสู่ระบบการลักลอบค้าประเวณีมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางด้านกฎหมายยังไม่เข้มแข็งพอ ส่วนในด้านจิตใจนั้น เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จะมีอาการซึมเศร้า หมดหวังในชีวิต และที่เป็นปัญหาใหญ่มากคือ "ไม่มีบริการทางด้านสังคม และการศึกษาที่ดีเพียงพอที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้บริการปรึกษาแนะนำยังมีอยู่จำนวนจำกัดมาก
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการวิจัยศึกษาก็เพื่อจะ รวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และการแสวงหาประโยชน์กับเด็กและกับเยาวชนใน 11 ประเทศ นอกจากนั้นเพื่อเป็นการบ่งชี้ถึง สภาพสุขภาพโดยทั่วไป รวมไปถึงความต้องการทางดานการดูแลรักษา ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ว่าเราจะสามารถจัดบริการอะไรให้เด็กเหล่านั้นได้บ้าง
การศึกษาวิจัยทำให้มีหลักฐานยืนยันได้ว่า เด็ก ๆที่ถูกละเมิดทางเพศมีอยู่ในทุกประเทศ โดยเฉพาะเด็กหญิงจะตกเป็นเหยื่อได้ง่ายกว่าเด็กผู้ชายในภูมิภาคแม่น้ำโขง โดยจะมีอายุอยู่ระหว่าง 6 - 12 ปี ส่วนในเอเซียใต้จะอายุประมาณ 10-15 ปี โดยเด็กชายที่ถูกละเมิดทางเพศจะเริ่มในกลุ่มอายุต่ำกว่าเด็กหญิง สำหรับผู้ละเมิดทางเพศ มีทั้ง พ่อ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ครูที่ไปสอนตามบ้าน พี่เลี้ยงเด็ก
นอกจากนั้นเด็ก ๆ มากมายที่เข้าสู่อาชีพโสเภณีมีปัจจัยมาจาก ความยากจน การล่มสลายทางครอบครัว ประเพณีทางด้านวัฒนธรรม ในบางประเทศมีการสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพื่อแสวงหาความสำราญทางเพศกับเด็ก
ความเชื่อผิด ๆ ก็เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ในช่วงปีที่มีโรคเอดส์ระบาด ผู้ใช้บริการทางเพศมากมายหันมาใช้บริการให้เด็กหญิง เพราะคิดว่าปลอดจากโรคเอดส์ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อที่ว่า พรมจารีของผู้หญิงนั้นทำให้ผู้ชายเกิดความเข็มแข็งยิ่งขึ้น ส่วนเด็กที่เสียพรหมจรรย์ ก็มักมีความเชื่อว่าตนเองหมดคุณค่าที่จะเป็นคนดีต่อไป จึงเข้าสู่อาชีพโสเภณี
สำหรับสุขภาพของผู้ที่เป็นเหยื่อการถูกละเมิดทางเพศ พบว่า เด็กเหล่านี้จะมีโรคทางเพศ เช่น หนองใน โรคเอดส์ มีสุขภาพไม่ดี เป็นหวัดง่าย เป็นไข้บ่อย อวัยวะเพศฉีกขาด มีการแท้งที่ไม่ปลอดภัย ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ สภาพความทารุณและความกดดันส่งผลต่อสภาพจิตใจ เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่มีความไว้วางใจผู้ใด ทำให้ต้องพูดปดเพื่อปกป้องตนเองไว้ก่อน มีพฤติกรรมปัสสาวะรดที่นอน ชอบทำร้ายตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หนีสังคม และใช้สารเสพติด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ เหล่านั้น นอกจากความอ่อนแอทางสังคมที่เป็นปัจจัยให้ไม่สามารถปกป้องเด็ก ๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้แล้ว ความช่วยเหลือและบริการทางสังคม ที่จะเข้าไปช่วยเหลือและให้การบำบัดดูแลยังมีน้อยมาก รัฐบาลจัดเตรียมงบประมาณในเรื่องนี้ต่ำมาก ขาดบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างเพียงพอ ที่สำคัญการบริการทางสังคมส่วนใหญ่ จะมุ่งเน้นไปทางด้านร่างกายมากกว่าทางด้านจิตใจ และการดูแลเหล่านั้นมาจาก เอนจีโอมากว่าหน่วยงานรัฐบาลโดยตรง ข้อมูลต่าง ๆ ในสังคมจึงมาจากเอนจีโอส่วนใหญ่ เอนจีโอสามารถบอกว่าแต่ละประเทศมีปัญหาอะไร นั่นคือ เราพบว่า
- ในประเทศอินเดีย 60% ของโสเภณีเด็ก ไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเลย ,62% ของโสเภณีเด็ก ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ ,80% ของลูกค้าที่ใช้บริการเด็ก ไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- ในประเทศ ศรีลังกา 40% ของเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศอายุระหว่าง 9-15 ปี ซึ่งในศรีลังกาจะมี เด็กผู้ชายชายหาด เป็นเด็กขายตัว ซึ่งก็น่าแปลกที่บริเวณ นี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไป
- ในประเทศกัมพูชา 96% ของเด็กที่เข้าไปเป็นโสเภณี เพื่อนำเงินมาเลี้ยงครอบครัว
- ในประเทศจีนมลฑลยูนาน 78% คือเด็กหญิงที่เข้าไปทำงาน จะให้บริการทางเพศในสถานบันเทิงต่าง ๆ
- ในประเทศลาว เด็ก ๆ จะเข้าเป็นโสเภณี อายุประมาณ 14-18 ปี และจะเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
- ในประเทศเวียตนาม 49% ของเด็กที่เข้าสู่อาชีพโสเภณี เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน ,70% ของเด็กเหล่านี้จะเป็นพาหะของโรค โดยเฉพาะโรคเอดส์
ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศพบว่า:: เด็ก ๆ ที่ถูกละเมิดทางเพศจะเริ่มตั้งแต่อายุ 4-15 ปี
- 71% ถูกละเมิดจากญาติพี่น้อง
- 24% จากอาหรือลุง
- 18% จากพ่อเลี้ยง
และผลจากการถูกละเมิดทางเพศตั้งแต่เด็ก ๆ ในด้านสุขภาพจิต เด็ก ๆ เหล่านี้จะไม่สามารถพัฒนาได้ดีเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป เด็กจะมีอาการหดหู่ใจและมีความคิดเรื่องฆ่าตัวตาย จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้ดำเนินการได้ให้ข้อเสนอแนะว่า
- รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องให้ทุกคนได้มีการศึกษาภาคบังคับให้ทั่วถึง
- เสนอแนะให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งบางประเทศไม่มีกฎหมายนี้อยู่เลย และมีการลงโทษผู้ ล่วงละเมิดให้หนักยิ่งขึ้น
- ในด้านการฟื้นฟู รัฐบาลควรจัดอบรมบุคลากร และจัดจำนวนบุคลากรให้เพียงพอ ควรมีโครงการต่าง ๆ เพื่อ จะเข้าไปดูแล รวมทั้งด้านการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดของรายงานการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติการคือเอนจีโอ ในทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นรู้เรื่องนี้อย่างดีมาก่อน ผลการศึกษาและวิจัยครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันข้อมูลที่ผ่านอย่างเป็นทางการ ซึ่ง ฯพณฯ นายอานันท์ ปัญยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แนะว่า "การแก้ไขปัญหาก็คือ เราจะต้องใช้บังคับกฎหมายอย่างมีประสิทธิผล และเราต้องเอาชนะอุปนิสัย พฤติกรรม ทัศนคติ ตลอดจนค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้องด้วย นอกจากนั้นคือการร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งฝ่ายภาครํบ เอกชน ตลอดจนครอบครัวในชุมชน" |