::บทความ เด็กและครอบครัว
ไอเปคกับการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย!

          ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ที่ทางราชการโดยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้ให้ความสนใจปัญหาแรงงานเด็กอย่างจริงจัง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช) ได้จัดการประชุมระดับภูมภาค เรื่องของการแก้ปัญหาการทารุณกรรมและทอดทิ้งเด็ก ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องการปรับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ มีการตั้งคณะกรรมการแรงงานเด็กแห่งชาติขึ้นเพื่อดูแลเรื่องปัญหาแรงงานเด็ก และหลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญ 4 เรื่อง คือ การกำหนดมาตรการระยะสั้น ระยะยาว 27 มาตรการขึ้น การประกาศของแระทรวงมหาดไทยเพิ่มอายุขั้นต่ำจาก 12 ปีเป็น 13 ปี การเพิ่มชนิดของงานที่เป็นอันตรายต่อเด็กหรืองานที่ห้ามเด็กทำ การทดลองขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปีเป็น 9 ปี
          การแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กสำหรับประเทศไทย มีความเข้มข้นขึ้นมากเมื่อรัฐบาลประกาศในปี 2535 ว่าจะต้องมีการขจัดการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยความร่วมมือของ ไอเปค ((IPEC - International Programme on the Elimination of Child Labour) หรือที่รู้จักกันในนามองค์กรขจัดการใช้แรงงานเด็กระดับประเทศ ซึ่งได้พยายามทำงานในหลายรูปแบบ มีการกระจายการทำงานไปสู่ระดับจังหวัดและชุมชน ซึ่งรู้ปัญหาได้ดีกว่าส่วนกลาง ขณะนี้มีองค์กรเแกชนหลายแห่งทำงานช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่ทั้งในเมืองและชนบท เนื่องจากทรัพยากรของเรามีไม่มากนัก ไอเปคจึงจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือให้ความสำคัญตามลำดับก่อนหลัง โดยมุ่งไปที่เด็กซึ่งมีปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบทากที่สุด คือเรื่องโสเภณีเด็ก และการค้าเด็ก เพื่อที่จะได้ศึกษาถึงการพัฒนาการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย และเพื่อที่จะนำผลไปเผยแพร่ให้กับผู้ที่ทำงานด้านนี้อยู่ในประเทศอื่น ๆ
          โครงการระหว่างประเทศ ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก ภายใต้องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอ-โอเปค ได้เริ่มดำเนินงานในประเทศไทยมานับแต่ปี พ.ศ. 2534 นับจนปัจจุบันได้ร่วมงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรชำนาญเฉพาะทางไม่ต่ำกว่า 20 หน่วยงาน การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กได้เน้นไปที่การทำงานเชิงป้องกัน เช่น การทำการศึกษาวิจัยเพื่อเข้าใจสภาพปัญหา การกำหนด/ปรับปรุงกฎ ระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวข้อง การให้การศึกษาและทางเลือกแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงและแรงงานเด็ก การพัฒนาเด็กกลุ่มเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ การพัฒนาศักยภาพขององค์กรผู้ปฏิบัติงาน การสร้างเครือข่ายการทำงาน การทำรณรงค์ทางสังคม และทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเด็ก
          ขณะเดียวกัน ไอเปคก็ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาาแนวทางดังกล่าวสำหรับประเทศไทยนี้จะสำเร็จได้ส่วนหนึ่งก็โดยการระดมความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมในโครงการต่าง ๆ ที่ไอเปคได้ให้การสนับสนุน ดังนั้น ไอเปคจึงได้จัดให้มีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยน/วิเคราะห์ปประสบการณ์และบทเรียนที่สำคัญจากการทำงานที่ผ่านมานับตั้งแต่การก่อตั้งไอเปคในประเทศไทย โดยผลที่ได้จากการประชุมจะนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล ส่วนหนึ่งสำหรับการศึกษาถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่เอื้ออำนวยหรือเป็นอุปสรรคต่อการการปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ รวมทั้งเพือช่วยในการพิจารณาผลกระทบของมาตรการที่สำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมและกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนานโยบายในการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างยั่งยืน
          ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยน/วิเคราะห์ประสบการณ์ และบทเรียนในการทำงานระหว่างโครงการในความร่วมมือกับไอเปค ทั้งเพื่อแสวงหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะในเรื่องกลยุทธในการแก้ไขปัญหาแรงงานเด๋กอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยใช้ฐานจากประสบการณ์ของแต่ละโครงการ ตลอดจนเพื่อใช้ข้อมูลที่ได้จากการประชุมที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลทั้งหมดที่จะใช้การวิเคราะห์ ระดับชาติเรื่องแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้วางนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก และผลที่คาดว่าจะได้รับ ก็คือข้อสรุปบทเรียนของโครงการในความร่วมมือกับไอเปคในการทำงานด้านแรงงานเด็ก อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ด้านกลยุทธเพื่อเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
          อย่างไรก็ตาม ภาพโดยรวมของนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย ซึ่งนำเสนอในที่ประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2540 โดยอาจารย์ ดร. สายสุรี จุติกุล ในช่วงที่ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้ระบุไว้ว่า นโยบายเกี่ยวกับเรื่องแรงงานเด็ก และโสเภณีเด็ก เป็นนโยบายระดับชาติที่ออกโดยมติคณะรัฐมนตรี มีแผนการดำเนินงานที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วคือ

  • ในกรณีของโสเภณี มีสาระสำคัญคือ ห้ามทีโสเภณีเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเด็ดขาด และเด็กที่มีอาชีพขายบริการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จะต้องไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือถูกล่อลวง
  • แรงงานเด็ก มีสาระสำคัญดังนี้ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีทำงานโดยเด็ดขาด และเด็กอายุระหว่าง 13-15 ปี สามารถทำงานบางประเภทได้เท่านั้น ทั้งได้มีความพยายามในการผลักดันเรื่องอายุขั้นต่ำจาก 13 ปี ให้เป็น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 9 ปี

          ปัญหาแรงงานเด็กเป็นปัญหาที่มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ที่ผ่านมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เน้นพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่สนใจพัฒนาคน เพิ่งเริ่มสนใจคน สนใจปัญหาสังคมในช่วงแผน 8 การกระจายรายได้ กระจายอุตสหกรรมไปสู่ชนบทก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาคน ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวถึงนี้ ที่ผ่านมาเรามักจะไม่ได้นึกถึงกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส เช่น เด็กที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ เด็กเร่ร่อนขอทาน เราไม่เคยนึกถึงตรงนี้ แม้แต่เด็กที่อยู่ในภาคของการจ้างงานที่ไม่เหมาะสม เราก็ไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจนที่จะดูแล กฎหมายจะต้องระบุให้แน่ชัด เช่น เด็กต้องทำงานวันละ 6 ชั่วโมง ต้องพักวันละกี่ชั่วโมง หรือทุกกี่ชั่วโมง เราต้องปกป้องคุ้มครองดูแลเด็ก ๆ โดยอาจแบ่งงานออกเป็น
          การป้องกัน การแก้ไข การปกป้องและคุ้มครอง ตลอดจนการพัฒนา โดยทั้งหมดนี้ องค์กรนายจ้าง ลูกจ้าง หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อัยการ ศาล ตำรวจ องค์กรพัฒนาเอกชน จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ต้องเข้ามาช่วยกันดูว่า จะทำอะไรได้บ้าง แผนที่มีอยู่ทำอะไร และยังขาดอะไร จะต้องทำแผนเหล่านี้ออกมาเป็น "แผนปฏิบัติการ" (Actioin Plan) ซึ่งจะต้องทำออกมาจริง ๆ และเมื่อแผนปฏิบัติการแล้ว จะต้องมีงบประมาณสนับสนุน มีการกระจายอำนาจ และกระจายทรัพยากรให้กับพื้นที่ การเรียกร้องให้เกิดตรงนี้ขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างใหญ่ จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงโครงสร้างใหญ่ นั่นคือในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม คนทำงานจะต้องมีหูมีตากว้างไกล มีความรู้ในทุกมิติ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นับว่ามีส่วนช่วยทั้งในเรื่องงบประมาณ และมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขขปัญหษแรงงานเด็กของประเทศไทย อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากไอเปคแล้ว รัฐบาลจะต้องเข้ามาสนใจและกระจายงบประมาณมาให้ภาคเอกชน รัฐจะต้องปรับบทบาท ปรับองค์กรให้เล็กลง และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมงานให้มากขึ้น

อรอนงค์ อินทรจิตร
สยามรัฐ หน้าต่างสตรี วันพุธที่ 13 กันยายน 2543
 
TOP BACK
www.DekDek.com @2004-2005 All Rights Reserved