|
ปัญหาการใช้แรงงานเด็กอย่างไม่ถูกต้อง เกิดขึ้นมาเนิ่นนาน แต่ดูเหมือนผู้คนจะให้ความสนใจน้อย อาจเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หากจะมีใครนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในบ้าน ก็อาจจะเกี่ยวกับการที่พ่อแม่พาเด็ก อายุสิบสองสิบสามปีมาฝากทำงานบ้าน โดยรับเงินเป็นก้อนทั้งปีไป แล้วเอาลูกมาปล่อยทิ้งไว้ให้รับใช้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ดำเนินมาจนกลายเป็นเรื่องธรรมดามาหลายสิบปี แต่ชีวิตคนไทยสมัยก่อน ไม่เร่งรีบเร่าร้อน และจิตใจไม่เหี้ยมเกรียม หรือเกร็งเครียด จนหมกมุ่นแต่จะเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ดังเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
คนสมัยก่อนเมื่อเห็นเขาเอาเด็กมาให้วิ่งรับใช้ ก็ดูแลให้อย่างดี เป็นห่วงเป็นใย ส่งให้ไปเรียนโรงเรียนหรือเรียนฝึกอาชีพ อบรมสั่งสอนหวังให้เด็กสามารถดูแลเลี้ยงชีพตัวเองต่อไปได้ และงานสมัยก่อนก็ไม่ได้มีอะไรที่เด็กจะทำได้มากมายดังเช่นทุกวันนี้ ที่ธุรกิจเติบโต สังคมสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปและการพัฒนาประเทศจากสังคมเกษตรกรรม ให้กลายเป็นอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า"นิค" ( NIC- New Industrialize Country) ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปทั้งด้านความคิด พฤติกรรม และด้านจิตใจ
กลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมทั้งเล็กใหญ่ ที่มีนายทุนเป็นทั้งคนไทยและคนเทศ ต่างแข่งกันสร้างงานเพื่อเก็บเกี่ยวเงินตราเข้ากระเป๋าอย่างเมามัน ไม่สนใจว่ากิจกรรมหรือกิจการที่ทำไปแล้วนั้นจะส่งผลเสียหายให้กับสังคม หรือผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างไร การเปิดโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจทุกรูปแบบ ทั้งเล็กและใหญ่ต่าง ๆ ที่ต้องการแรงงานจากชนบท ทำให้ผู้คนทั่วทุกท้องถิ่นพากันอพยพหลั่งไหลเข้ามาทำงานในโรงงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความพร้อม จึงกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ขณะเดียวกันก็เหมือน "คั้นกะทิ" ที่ฝ่ายเจ้าของกิจการ ต่างรีดเค้น บีบคั้นเอาน้ำพักน้ำแรงจากแรงงานหนุ่มสาวเหล่านี้ เหมือนเป็นเช่นผักผลไม้สักอย่าง ไม่ใช่คนที่มีชีวิตจิตใจ ที่ยังเติบโตไม่เต็มที่และยังต้องการโอกาสในการพัฒนาสภาพร่างกายและจิตใจให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงในสังคม
แน่นอน ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ มองเป็นภาพรวมที่แสดงถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทยดูยิ่งใหญ่และมีศักยะภาพในสายตาของคนต่างชาติ นานาประเทศ แต่วันนี้ที่เรามีเวลาพัก หลังจากเศรษฐกิจถดถอย หรือช่วงฟองสบู่แตก เราก็น่าจะได้มองย้อนกลับไปบ้างว่า ในท่ามกลางความเจริญรุ่งเรือง หรือร่ำรวยของผู้คนกลุ่มหนึ่งนั้น ประชาชนหรือผู้คนส่วนใหญ่ ต้องจ่ายราคาด้วยเลือดเนื้อชีวิตและวิญญานให้กับนายทุนเหล่านั้นได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ และความสำเร็จของผู้คนที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจนั้น แท้ที่จริง เป็นความร่ำรวยและเจริญรุ่งเรืองอยู่บนพื้นผิวที่ เบื้องล่างที่รองรับคือชีวิต จิตและวิญญาณของผู้คนที่ต้องทนอยู่อย่างยากจน ขาดโอกาส และถูกริดรอนสิทธิ์ต่าง ๆ ไป เพราะความไม่รู้ และเพราะได้ชื่อว่า เป็นคนท้องถิ่น เป็นคนชนบท จึงขาดโอกาสที่เท่าเทียมคนในกรุงเทพฯ
ความจริงหากมองอย่างง่าย ๆ ถ้าความเจริญเริ่มต้นที่การพัฒนาถนนไปสู่ชุมชน ความเจริญด้านการศึกษาและเทคโนโลยีเข้าไปสู่ถิ่นที่ห่างไกล คงไม่ทำให้คนชนบทต้องอพยพมาแออัดอยู่แต่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่อย่างที่เห็นแม้แต่ระบบการศึกษา สถาบันและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มักจะมาแออัดเฉพาะในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการละทิ้งถิ่น บ้านช่อง ออกมาแสวงหาการศึกษา แสวงหาโอกาสทางการงาน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความสูญเสียตามมาจนยากจะแก้ไข
ปัญหาแรงงานเด็ก ที่เริ่มต้นจากความยากจนที่พ่อแม่นำลูกมาฝากฝังทำงานรับใช้ในบ้าน เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้พ่อแม่และตัวเด็กเอง ทั้งการเงินและการศึกษา นานไปแรงงานในบ้านไม่เป็นที่ต้องการเพราะ เด็ก ๆ มักคิดต้องการความเป็นอิสระเป็นสำคัญ และเมื่อโอกาสในโรงงานเปิดขึ้น แรงงานชนบทไร้ฝีมือทุกรูปแบบและ ทั้งหญิงชายทุกวัยและทุกระดับการศึกษา ก็มุ่งหน้าแต่ที่จะปรับตัวเข้ากับระบบสังคมอุตสาหกรรม แทนที่จะดำเนินชีวิตเรียบง่ายในชนบทเหมือนที่ผ่านมา และในกลุ่มฝูงชนที่มุ่งหน้าเข้ามาแสวงหาโอกาสและหางานทำเหล่านี้ เด็กวัยเล็ก ๆ มากมายต้องติดตามพ่อแม่เข้าเพื่อเรียนรู้และเติบโตเป็นชีวิตที่ด้อยโอกาสต่อไป ในสลัม ในท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ เด็ก ๆ ต้องวนเวียนวิ่งเล่นเสี่ยงกับอันตรายในชีวิต และยิ่งทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ที่ต้องขายแรงงานจนไม่มีเวลาจะให้กับลูก ๆ จนดูเหมือนว่า ในท่ามกลางการพัฒนาวัตถุที่นำไปสู่ความเจริญนั้น ความจริงความเจริญทางด้านเทคโนโลยี่ และตึกรามบ้านช่องที่สร้างใหม่สูงเสียดยอดฟ้ามากมายในทุกวันนี้ กลายเป็นสภาพทางวัตถุที่ผลักดันการดำเนินชีวิต ตลอดจนหัวใจของผู้คนให้แปลกแยกแตกต่างและห่างเหินไปจากกัน กลายเป็นช่องว่างทางสังคมที่นับวันจะเพิ่มขึ้นทุกขณะ ตราบเท่าที่ผู้ที่มีโอกาสเหนือกว่าพยายามเบียดเบียน บีบคั้น และฉกฉวยเอาประโยชน์จากแรงงานของผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสต่อไปเรื่อย ๆ โดยขาดจิตสำนึกของการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการช่วยเหลือส่งเสริมและพัฒนาผู้ขาดโอกาสและผู้ที่อ่อนแอกว่า แทนการเอาเปรียบเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม หากมองกลับไปพิจารณาในขณะนี้ ท่ามกลางความเจริญ มั่งคั่งและความสำเร็จของผู้คนมากมาย ในความเป็นจริง คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดขึ้นเพราะสติปัญหาและโอกาสที่เหนือกว่า จึงสามารถที่จะนำทรัพยากรตามธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่การผู้ใดที่ได้ตักตวงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วยกันมาใช้ โดยไม่ได้พัฒนาซ่อมแซมหรือส่งเสริมให้กลับสภาพเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมได้ พฤติกรรมและการกระทำที่เรียกว่า ผลประโยชน์ทางธุรกิจนั้น ก็ไม่ต่างไปจากการ"ปล้นความเป็นมนุษย์จากมนุษย์" ด้วยกันไป!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "มนุษย์ตัวเล็ก" เด็ก ๆ ที่ยังต้องการการดูแลอบรมเลี้ยงดูและต้องการโอกาส ต้องการพัฒนาเพื่อให้สามารถรักษาสมดุลในการดำเนินชีวิตต่อไปได้ "มนุษย์ตัวเล็ก" ที่ถูกขูดรีดแรงงานไปนั้น อาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เฉกเช่น"มดงาน" ที่ต้องทำงานเพื่อช่วยพ่อแม่ในครอบครัว ซึ่งเป็นความเชื่อจากการอบรมสั่งสอนว่า เด็กที่เป็นลูกจะต้องมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ลูกที่ดีต้องช่วยเหลือพ่อแม่และครอบครัว ด้วยความเชื่อ ด้วยความยากไร้และด้อยสติปัญญา จึงทำให้ พ่อแม่มากมายที่ยังไม่พร้อมจะเป็นพ่อแม่ แต่มีลูกเพื่อนำไปใช้งาน หรือนำพาเด็กเล็ก ๆ เข้าไปสู่ชีวิตในงานก่อสร้าง ในโรงงาน ข้างถนน ในสลัม บนกองขยะ ในบ่อนการพนัน จนถึงความชั่วร้ายที่สุดคือการนำ"ลูกไปขาย" เพื่อให้กลายเป็นเครื่องบริการทางเพศ สำหรับกลุ่มผู้คนที่หัวใจไม่ใช่คน! เป็นธรรมชาติของเด็ก ๆ เช่นกันที่จะต้องรู้สึกว่า "พ่อแม่เป็นเจ้าของชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะให้ทำอะไรอย่างไร เด็ก ๆ ไม่สนใจสิทธิเด็ก แต่หัวใจน้อย ๆ นั้นผูกพันธ์แต่ความรักและการยอมรับของพ่อแม่ สิ่งใดที่ทำแล้วพ่อแม่ยอมรับ และพึงพอใจ นั่นคือสิ่งที่เด็ก ๆ จะต้องทำ!" เพราะโลกทั้งโลกของเด็ก ๆ มีเพียงพ่อแม่เท่านั้น
เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เด็ก ๆ มากมายต้องกลายเป็นเหยื่อความเจริญ ด้วยการถูกนำไปรีดเค้นแรงงาน หรือทำงานหนักทั้งด้วยความสมัครใจและไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม มักจะมีคำถามเสมอ ๆ ว่า ขอบเขตของคำว่า การใช้แรงงานเด็กที่ไม่เหมาะสมนั้นอยู่ตรงไหน มากแค่ไหนจึงจะเรียกว่า เป็นการใช้แรงงานเด็กอย่างไม่เป็นธรรม ความจริงเป็นเรื่องง่ายมากในการแยกแยะว่าแค่ไหนควรไม่ควร เพราะสำหรับคนที่มีหัวใจปกติธรรมดา ย่อมมีความเมตตาต่อเด็ก เจตนาในการจะใช้งานย่อมมุ่งเน้นเป็นการอบรมสั่งสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเพื่อการเรียนรู้
ผู้ใหญ่ที่ปกติดี ย่อมไม่ปรารถนา หรือมีความละอายใจที่จะเอารัดเอาเปรียบเด็ก ไม่รังแก ข่มขู่กักขัง ขืนบังคับใจให้ทำในสิ่งที่มีผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง อย่างเช่นนำเด็กมาทำงานเป็นเวลาช่วงนาน ๆ ในแต่ละวัน ไม่ยอมให้พักผ่อนออกกำลัง หรือทุบตีเด็กที่ไม่ใช่ลูกหลานของเราโดยไม่มีเหตุผล หรือข่มขืน คุกคามอนาจารทางเพศ กับเด็กในปกครอง พฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่กระทำต่อเด็กย่อมส่อเจตนาว่า คนคนนั้นมีจิตใจหรือความตั้งใจที่จะนำเด็กมาใช้แรงงานอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่
เรื่องของปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย มีการพูดถึงกันมานานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 กรมแรงงานในขณะนั้น (ปัจจุบันคือกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม) ได้ทำการสำรวจเรื่องแรงงานเด็กและสตรี จนถึงปีพ.ศ. 2512 เรื่องของแรงงานเด็กก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากมีข่าวสารออกมาทางโทรทัศน์ และสารคดีเกี่ยวกับเรื่องการทารุณกรรมเด็ก อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญคือการจัดการประชุมระดับภูมิภาคเรื่องของการแก้ปัญหาการทารุณกรรมและทอดทิ้งด็ก โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ(สยช) จุดนี้เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสนใจในปัญหานี้อย่างชัดเจน รัฐบาลไทยได้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่ามีปัญหาแรงงานเด็กจริง (ต่อฉบับหน้า)
|