หน้าหลัก
ความเป็นมา
หนังสือแนะนำ
กฎหมายเด็กและครอบครัว
กิจกรรม
ติดต่อเรา
 
 
  โลกของเด็ก 3 ลูก ๆ ต้องการอะไรจากพ่อแม่
   

ลูก ๆ ต้องการอะไร

จากพ่อแม่

 

                บนเส้นทางแห่งการเจริญเติบโตของเด็กๆ มาสู่ความเป็นผู้ใหญ่นั้นเป็นความยากลำบากที่ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียมากมาย และในขณะที่พ่อแม่บอกกับตัวเองว่า ได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้วในการอบรมเลี้ยงดู และมอบให้ทุกอย่างที่ลูกปรารถนา พ่อแม่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยทุ่มไปทั้งแรงกายแรงใจก็เพื่อจะให้ลูกมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ทำไมเมื่อเหลียวกลับมา พ่อแม่มากมายกลับพบว่านอกจากลูก ๆ จะมิได้เป็นอย่างที่เขาคาดคิดหรือมุ่งหวังแล้ว ลูก ๆ ยังไม่ตระหนักถึงความยากลำบากความทุกข์ ความห่วงกังวลตลอดจนความรักของพ่อแม่ และที่มากกว่านั้นก็คือ เขาต่างก็สูญเสียลูก ๆ ไปจากโลกที่เขาวาดฝันไว้ให้

                และมากแค่ไหนที่ลูก ๆ อยากจะบอกพ่อแม่ถึงสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งมักจะสวนทางกลับสิ่งที่พ่อแม่หยิบยื่นมาให้

                ....บ้านเรือนใหญ่โตข้าวของมากมายพรั่งพร้อม ความสะดวกสบายพ่อแม่หาไว้ให้ ทำไมลูกไม่พอใจ?”

                ...ใช่...มันใหญ่โต ข้าวของมากมาย คนใช้ก็แยะ แต่บ้านที่มีพ่อแม่จะเรียกว่าบ้านได้อย่างไร?”

                ทำไม? อย่างไร? จึงจะเข้าใจตามต้องการของลูก และให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพกายสุขภาพใจแข็งแรงสมบูรณ์? และต่อไปนี้คือข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่

                     1.    พยายามมองให้เห็นอย่างที่เด็ก ๆ เห็น

ในความเป็นผู้ใหญ่นั้น เราต่างผ่านขั้นตอนของความเป็นเด็ก คิดอย่างเด็ก ๆ และเห็นอย่างเด็ก ๆ  แต่ทำไมเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เราจึงกลับลืมความทรงจำความคิดเมื่อวัยเด็ก ๆ นั้นไปได้?

จากวารสารโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเด็กชายได้เขียนความทรงจำของเขาว่า ตอนที่ผมเริ่มเข้าอนุบาลไม่นาน ผมสร้างเครื่องบินจากเศษไม่ตอกตะปูต่อเข้าด้วยกัน และนำกลับบ้านเพื่อไปอวดแม่ด้วยความภูมิใจ แต่แม่กลับส่งเสียงดุว่า เอาเศษไม้เก่า ๆ มาไว้รกบ้านทำไม?’ ผมจึงตอบไปว่า นั่นไม่ใช่เศษไม้ และไม่ได้ทำให้บ้านรก! มันเป็นเครื่องบินลำใหม่ของผม!’

...ใช่ ...ผมรู้สึกเสียใจ และเจ็บปวดที่แม่ไม่ได้มองเห็นอย่างที่ผมเห็น!  แม่ไม่เข้าใจ!”

 

                พ่อแม่เป็นจำนวนมากมักจะมองข้ามหรือปฏิเสธที่จะรับฟังให้ความเข้าใจกับความรู้สึกที่แทเจรองของลูก ๆ ด้วยเหตุผลที่ถูกหยิบยกมาเข้าข้างตนเองมากมาย ไม่มีเวลา! กำลังยุ่ง! เด็กมันวุ่นวาย! เด็กไม่คิดอะไรมาก!”

          ความจริงก็คือ เด็กคิดและเด็กเจ็บปวด!

          เพราะฉะนั้น ถ้าพ่อแม่ผู้ใหญ่อยากจะเข้าใจ อยากจะรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของลูก ๆ ของเด็ก ๆ ก็จงเริ่มที่การให้เวลาที่จะรับฟังเด็ก ๆ ให้มากขึ้น ระแวดระวังกับคำพูดหรือความรู้สึกนึกคิดที่เขาแสดงออกมาทั้งทางบวกและทางลบ และพยายามสอนเด็กให้สามารถ เผชิญกับความรู้สึกนึกคึกคิดของเขาเอง

                จิตแพทย์เด็กท่านหนึ่งกล่าวว่า เด็ก ๆ ต้องการให้เราเข้าใจความรู้สึกของเขามากเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับความเข้าใจจากพ่อแม่ ซึ่งการที่พ่อแม่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเราใจร้ายหรือมีความรู้สึก แต่เป็นเพราะส่วนใหญ่พ่อแม่ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะให้ลูก ๆ รู้ว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไร นั้นเป็นเพราะไม่เคยมีใครสอนให้เขาถ่ายทอดความเข้าใจอันนี้ออกไป นอกจากนั้นก็คือพ่อแม่เป็นจำนวนมากไม่ได้เรียนรู้ในการที่จะให้ความสำคัญกับการฟังเรื่องที่ลูก ๆ พยายามจะบอกเขา!”

                ต่อไปนี้เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่ผู้ใหญ่สามารถนำไปใช้ตอบโต้กับเด็ก ๆ ได้

ก.      เมื่อตุ้มบอกคุณว่าเขากลัวความมืด คุณฟังอย่างตั้งใจและระมัดระวัง

ข.      คุณพยายามเรียบเรียงข้อมูลในความคิดให้เข้าใจว่า ตุ้มกำลังระบายความรู้สึกอะไรกับคุณ

ค.      อย่าปัดความกลัวนั้นออกไป อย่าพูดว่า อย่ากลัวไม่มีอะไรในความมืด!” การปฏิเสธที่จะรับรู้ความรู้สึกและให้ความมั่นใจด้วยวิธีนี้ เด็ก ๆ จะรู้สึกว่าผู้ใหญ่กำลังตำหนิเขาว่าไร้สาระ เขาอาจหยุดพูดหยุดแสดงรู้สึก แต่ความกลัวจะคงอยู่ในใจเขา!

คุณควรจะพูดว่า

ตุ้มกำลังบอกแม่ว่าตุ้มกลัวความมืด และแม่รู้ว่าตุ้มกลัวความมืด ตุ้มกำลังบอกแม่ว่าตุ้มกลัวความมืด... พูดประโยคที่คุณเรียบเรียงใหม่อย่างนี้หลาย ๆ ครั้ง

                กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างนี้ก็คือ แม่ได้สื่อสารกลับไปให้ตุ้มรู้ว่า แม่รู้ว่าตุ้มพูดอะไร แม่รับรู้ถึงความรู้สึกของตุ้ม แม่เข้าใจเห็นใจและรู้ว่าตุ้มรู้สึกอย่างไรกับความมืด การพูดแสดงความเข้าใจและรับรู้อย่างจริงจังหนักแน่นทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นใจในตัวเอง เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองเหลวไหลไร้สาระ ซึ่งเทคนิคนี้ พ่อแม่สามารถนำไปใช้ได้นับตั้งแต่เด็ก ๆ เริ่มพูดได้ แต่จำไว้ว่า อย่าใช้คำพูดล้อเลียนประโยคเดียวกับที่ตุ้มพูด ซึ่งจะกลายเป็นเสียงสะท้อนกลับ ที่ไร้สาระ เทคนิคนี้อาจต้องใช้เวลาในการฝึกหัดสำหรับพ่อแม่เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะพบว่าลูก ๆ ของคุณมีความไว้วางใจและเปิดเผยความลับกับคุณมากขึ้น

                    2.    เป็นตัวอย่างที่ดีของลูก ๆ

พ่อแม่สมัยนี้อาจไม่มีเวลาที่จะอบรมปลูกฝังเกี่ยวกับศาสนาให้ลูก ๆ มากนักแต่สังคมไทยยังโชคดีที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมของบรรยากาศแบบคนพุทธ นับตั้งแต่วัดวาเหลืองอร่ามเต็มเมืองมองไปทางไหนก็จะพบสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธ ตลอดจนพิธีการทางศาสนาซึ่งอย่างน้อยก็เป็นโครงสร้างหรือกรอบประเพณีที่ดีสำหรับชีวิต และสิ่งที่มากับกรอบประเพณีทางศาสนาคือ ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีใจอาทรต่อความทุกข์สุขของผู้อื่นตลอดจนความจริงใจซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

เด็ก ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยสามัญสำนึกทางศิลธรรมว่าอะไรเป็นความผิดความถูกเพราะฉะนั้นถ้าขาดกรอบประเพณีเหล่านี้ขึ้นมาช่วย สังคมไทยคงอยู่ต่อไปไม่ได้ ขณะเดียวกันถ้าเราจะไปกำหนดหรือบับบังคับเรียกร้องให้เด็ก ๆ มีพฤติกรรมด้านหนึ่งด้านใดนั้น มักจะเป็นความพยายามที่เด็กต่อต้านและทำไปในทางตรงกันข้าม

                เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการให้ลูก ๆ อยู่ในกรอบประเพณีที่ดีงามในความคิดของคุณพ่อแม่ก็ต้องประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี ๆ กับลูก ๆ ถ้าคุณคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสำหรับลูกสาวที่จะมีแฟนระหว่างศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย คุณควรบอกให้ลูกรู้ว่า แต่อย่าข่มขู่ดุว่าอย่างไม่มีเหตุผลอธิบายให้ลูกรู้ว่าทำไมคุณต้องคิดเช่นนั้น ค้นหาว่าลูกรู้สึกอย่างไรเรื่องนี้ด้วยเทคนิคกับในข้อหนึ่ง  ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของเด็กอีกเช่นกันที่จะต่อต้านความเชื่อของพ่อแม่ซึ่งเติบโตขึ้นมาคนละยุคคนละสมัย โดยเฉพาะขณะที่พ่อแม่ห้ามปรามพฤติกรรมทางเพศของลูก ๆ แต่ถ้าพ่อแม่เองยังวุ่นวายหรือเกี่ยวข้องกับเพศตรงข้ามที่ไม่ใช่คู่สมรสของตน โอกาสที่ลูกจะไม่เชื่อฟัง หรือเพิกเฉยกับคำสั่งสอนของพ่อแม่จะมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นการจะให้ลูก ๆ เชื่อฟังอยู่ในโอวาท พ่อแม่ต้องประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้ได้ก่อน

                 3.    ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

พวกเราทุกคนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่กันแล้ว คงจำได้ในสมัยที่เราเป็นเด็กเราถูกพ่อแม่บีบบังคับในการตัดสินใจ และถ้าเราไม่ทำตามที่เขาต้องการ เขาจะมีปฏิกิริยาต่อต้าน หรือปฏิเสธ ซึ่งเปรียบเสมือนการลงโทษทำให้เรารู้สึกท้อแท้คับข้องใจ และทำให้เกิดความรู้สึกเป็นศัตรูอยู่เงียบ ๆ ซึ่งมาถึงทุกวันนี้การจะได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพจิตแพทย์ได้แนะวิธี ไม่แพ้ ให้ในการแก้ไขปัญหาครอบครัว

                คุณควรปรึกษาปัญหากับลูก ๆ ของคุณตัวอย่างเช่น อ้อยปฏิเสธที่จะทำความสะอาดห้องนอนในแต่ละวัน เธอแสดงความรู้สึกว่ามาตราฐานในการทำความสะอาดเป็นของคุณแม่ ฉะนั้นคุณแม่ควรจะทำ ควรบอกให้อ้อยรู้ว่าคุณรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมที่อ้อยจะคาดหวังให้คุณทำความสะอาดห้องเธอด้วย เพราะฉะนั้นแม่ลูกจะต้องพูดตกลงกันพบกันครึ่งทาง ซึ่งต่างฝ่ายต่างยอมรับกันได้นั่นหมายความว่า อ้อยอยากทำความสะอาดห้องนอนเธอเอง อย่างเป็นเรื่องเป็นราวอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ไม่มีใครแพ้ และอ้อยไม่รู้สึกว่าถูกแม่ขู่บังคับเพราะฉะนั้นเธอย่อมมีความสนใจที่จะทำให้การตัดสินใจเป็นไปตามนั้น ผลลัพธ์ก็คือ ปัญหาที่ได้รับการแก้ไข และความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกดีขึ้น

                วิธีการหรือขั้นตอนดังกล่าวมองดูอาจจะเป็นการยากสำหรับครอบครัวไทยทั่ว ๆ ไป แต่จะใช้ได้ดีสำหรับพ่อแม่ที่มีการศึกษาและต้องการจะฝึกลูก ๆ ให้เป็นคนมีเหตุผล และรู้จักตัดสินใจ และเป็นการที่ดีที่จะเรียนรู้กันตั้งแต่บัดนี้ เพราะเด็ก ๆ ทุกคนไม่มีใครชอบการข่มขู่บังคับ และบ่อยครั้งที่เด็กๆ  รู้ว่าพ่อแม่พูดถูกทำถูก แต่วิธีการที่พ่อแม่ใช้กับลูกคือ ข่มขู่บังคับทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอยากเอาชนะ ยิ่งถ้าพ่อแม่ถืออำนาจ ว่าฉันเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องถูก ลูกจะต้องเชื่อฟัง ต่างฝ่ายต่างจะดึงดันกลายเป็นความบาดหมางทางจิตใจ และเพราะนิสัยไร้เหตุผลไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะฉะนั้นจะต้องเว้นช่องว่าไว้นิดหนึ่ง เพื่อมิให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้แพ้หรือเสียหน้า แต่จงหันมาตกลงกันอย่างผู้ใหญ่ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล ก็จงวางตน และปฎิบัติตนให้สมกับเป็นผู้ใหญ่ และให้โอกาสลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลด้วยพ่อแม่ต้องระมัดระวังที่จะไม่ใช้อารมณ์ไม่ปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิดหมั่นไส้ขวางหูขวางตา มาเป็นปัจจัยยุยงให้ต้องเอาชนะลูก ๆ! ถ้าพ่อแม่ชอบใช้อารมณ์ ชอบใช้การบังคับขู่เข็ญ ลูก ๆ ก็จะลอกเลียนแบบอย่างจากพ่อแม่เช่นกัน

                             4.    สร้างเขาขึ้นไม่ใช่กดเขาลง

สังคมไทยประกอบด้วยผู้คนที่มีความ พิการ (handicap) ในการติดต่อสื่อสารมากไม่มีความสามารถในการจะแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์อย่างตรง ๆ การอบรมเลี้ยงดูที่สร้างรูปแบบทางความคิดว่า การแสดงออกซึ่งมีความในใจหรือความรู้เป็นความอ่อนแอ หรือแม้แต่การจะกล่าวชมใครออกไปก็เกรงว่าจะทำให้เขาได้ใจหรือเหลิง หรือหากจะแสดงความยินดีชื่นชมกับใครออกไปกลายเป็นการทำเพื่อมารยาท และเป็นการแสแสร้งมากกว่าความจริงกลายเป็นความสับสนใจไม่รู้ว่าเมื่อไรควรจะพูดตรง ๆ จริงใจ เมื่อไรควรแสแสร้งทำไปตามมารยาท เมื่อผู้ใหญ่เองยังสับสนกับความรู้สึกจริง ๆของตน จึงไม่ต้องแปลกใจที่เด็ก ๆ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรอย่างไรควรจะแสดงความจริงใจออกมา

                การเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆ  เป็นการปูทางให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพจิตดี พ่อแม่เป็นจำนวนมาก ถนัด!” หรือ เก่ง!” ในการจับผิดลูก ๆ พยายามหยิบยกเอาข้อบกพร่องความผิดพลาดของเด็กขึ้นมาพูด แกมันโง่!” เซ่อ!” ขี้หลงขี้ลืม!” หน้าตาไม่เป็นสัปปะรด!” ขี้เกียจ!” ขี้เหร่!” ฯลฯ คำพูดในทางลบประเภทนี้บางครั้งผู้พูดเพียงต้องการยั่วเย้าล้อเลียนด้วยความเอ็นดู หรือพูดไปโดยไม่เจตนา แต่พื้นฐานทางจิตใจของเด็กแต่ละคน รับได้ ไม่เท่ากัน ในบางคนคำพูดเหล่านี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนทางจิตใจแต่อย่างใด แต่ในอีกหลาย ๆ คน เด็กอาจรับไว้เป็นปมด้อย เป็นความรู้สึกเจ็บปวด มีความเชื่อคล้อยตามว่าเขาเป็นคนอย่างนั้นจริง ๆ ทำให้เด็กเกิดความคลาดกลัวไม่มั่นใจในตนเอง

                ถ้าพ่อแม่จะลองย้อนไปนึกถึงตัวเองสมัยเมื่อเป็นเด็ก เวลาไม่มีใครมาพูดตำหนิหรือล้อเลียนปมด้อย เราจะรู้สึกหงอยเหงาห่อเหี่ยวใจเกิดความโศกเศร้าเสียใจไม่ภูมิใจในตนเองแต่ทันใดที่มีคนชมว่าเราเก่ง! เราสวย! เรารู้สึกหน้าบาน โลกสว่างไสว แล้วตัวเราสูงขึ้นหลายนิ้ว! ถ้าคิดได้จำได้อย่างนั้นก็จงนึกถึงลูกเถอะว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรที่พ่อแม่ไม่เคยชมไม่เคยพูดถึงเขาในทางบวก หรือเอาแต่แคะไค้ความไม่ดีของเขามาตอกย้ำให้ช้ำใจ เด็กจะรู้สึกตัวลีบเล็กลงเรื่อย ๆ

                คุณคงไม่อยากให้ลูกรู้สึกข่มถูกกดให้เล็กลงเรื่อย ๆ ลองวิธีนี้บ้างซิคะ ยื่นกระดาษเปล่า ๆ ให้ลูก ๆ ของคุณเรียงลำดับข้อดีเกี่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ อะไรที่ลูกชอบเกี่ยวกับพ่อแม่ และคุณเองก็เขียนเรียงลำดับอะไรบ้างที่คุณชอบเกี่ยวกับลูก ๆ ของคุณทีละคน หลังจากนั้นก็ผลัดกันอ่านดัง ๆ และถกเถียงพูดคุยถึงเรื่องราวที่เขียนไว้ เป็นการสดงออกถึงความระแวดระไว ข้อสังเกตที่คุณเห็นเป็นสิ่งดีของลูก ๆ คำพูดและบรรยากาศของความเข้าใจในกันและกัน ความภาคภูมิใจในกันเหล่านี้ ส่วนใหญ่มันหายไปกับความเร่งรีบของชีวิตครอบครัว จนเราลืมจะให้กำลังใจกันและกัน จำไว้ว่าความมั่นใจในตัวเด็ก ๆ  เกิดขึ้นจากคำชมของพ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ทุกคน!

                     5.    ช่วยลูกของคุณให้รู้สึกดีและดูดี

โดยปกติแล้วอะไรที่เรารู้สึกข้างในเกี่ยวกับตัวเราได้รับอิทธิพลจากการที่คนอื่น ๆ  เขาคิดและเห็นเกี่ยวกับตัวเรา!

ลูก ๆ ของคุณอาจมองดูน่ารักน่าเอ็นดูอ้วนกลมผมหยักศกเป็นที่ภูมิใจของคุณ แต่ถ้าเขาหรือเธอคิดว่าตัวเองไม่สวย เธอก็จะรู้สึกไม่สวยไปด้วย และถ้าลูกของคุณรู้สึกว่าตัวเองธรรมดาและไม่สวย ก็ไม่มีประโยชน์อะไรจะไปพร่ำพูดถึงคุณสมบัติภายในที่มีค่ามากมายกว่าความสวยงามของร่างกาย!

ทุก ๆ วันของชีวิตวัยเด็ก ลูก ๆ ของคุณต้องผจญคำติชมที่มีแนวโน้มแต่จะให้เขาแย่ลงทุก ๆ วัน ลูกของคุณต้องพบกับเด็กวัยเดียวกันที่จะพากันหยิบยกเอาส่วนที่ไม่ดีของกันและกันมาพูด เช่น จมูกเธอแบน ผิวเธอดำ เธออ้วนเตี้ย หน้าเธอมีสิวเยอะ!” เด็กน้อยคนที่จะพูดว่า เธอมีจิตใจดี!” เพราะฉะนั้นจงนึกถึงหน้าและสภาพของเด็ก ๆ ที่จะต้องถูกให้รู้สึกว่า เขาแย่จริง ๆ!”

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่จะต้องหมั่นชมว่า ลูกของคุณดูดี!  ลูกสาวเล็ก ๆ จะเบิกบานเป็นดอกไม้แย้มกลีบเมื่อคุณพ่อของเธอเชมว่าสวย! ลูกชายจะวางท่าภาคภูมิเมื่อคุณแม่ชมว่าเขาหล่อ!

และบางทีลูกของคุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัวซึ่งปกติพ่อแม่มักจะเป็นคนสุดท้ายที่สังเกตเห็น ซึ่งแทนที่คุณจะปัดไปว่า โอ...ไม่เป็นไรหรอกอ้วนนิดหน่อยเอง!” คุณควรจะแสดงความเข้าใจและห่วงกังวลในความรู้สึกของลูกด้วยคำพูดที่ว่า การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็ก ๆ แต่ทำไมไม่ลองทำดูล่ะลูก!”

                    6.    เข้าใจความรู้สึกเกี่ยวกับบทบาทของลูก ๆ

คุณแม่สมัยใหม่มากมายจะคำนึงถึงความต้องการและสถานการณ์ต่าง ๆ ของลูกสาวมากกว่าที่จะระแวดระไว ถึงความเป็นไปของลูกชาย ใจของแม่มักจะติดตามลูกชายเล็ก ๆ ไปโรงเรียนเล่นกับเพื่อน ไปดูฟุตบอล กลับบ้านช่วยแม่ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ! เท่านั้นเอง คือความก้าวหน้าของลูกชายที่แม่รับรู้ด้วยความพึงพอใจ

                แล้ววันหนึ่ง ลูกก็โตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่ในสายตาของแม่ แม่ส่วนใหญ่เริ่มเกรงใจไม่อยากถามไถ่ล่วงเข้าไปสู่ความเป็นส่วนตัวของลูกชายโดยไม่ทันได้คิดว่าจริง ๆ แล้วภายในร่างของชายหนุ่มยังมีโลกของเด็กชายแอบแฝงอยู่หลายส่วน โลกที่เต็มไปด้วยความสับสนขัดแย้ง ความวิตก กระวนกระวายความเหงา และความปรารถนาที่จะมีที่พึ่ง เขายังไม่พร้อมจะก้าวไปสู่โลกของผู้ชาย ของความเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งความอัดอั้นตันใจ ความคับข้องใจ ความตระหนกตกใจของเด็กชายไหลทะลายกำแพงของชายหนุ่มออกมาเป็นน้ำตา แล้วใคร ๆ ก็บอกกับเขาว่า โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้วเขาไม่ร้องไห้กันหรอก!”

                แน่นอน...เรารู้ว่าเราเห็นลูกชายเราเป็นอย่างไร แต่คนอื่นล่ะเขาคิดอย่างไรกับลูกเรา?! และดูเหมือนว่าในโลกปัจจุบันลูกสาวเราจะดำเนินชีวิตทุกอย่างไปได้ด้วยดี แต่คนที่กำลังสับสนต้องการเวลาความอดทนและความเข้าอกเข้าใจจากเราคือ ลูกชาย!

                    7.    อย่ากลัวที่พูดว่าเสียใจหรือกล่าวคำขอโทษ

ลูกของเราจะวัดพฤติกรรมและกิริยามารยาทของเขาจากอะไรที่พ่อแม่แสดงออกมาเด็ก ๆ ทุกคนต้องการพ่อแม่ผู้ปกครองที่เขาสามารถชื่นชมยินดี แต่พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่ว่าจะมีอยู่หรือเป็นอย่างที่เขาคิด บางครั้งเด็กเล็ก ๆ จะรู้สึกสบายใจขึ้นที่รู้ว่าคุณแม่กำลังอารมณ์เสียขว้างสิ่งของหรือแตะตีหมาแมวไปบ้างเพื่อระบายความไม่สบายใจ

                แต่พ่อแม่ได้แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพ อันเป็นกิริยาที่ไม่ปรารถนาจะให้ลูกเอาเป็นแบบอย่างก็ควรจะพูดอธิบายแสดงความรู้สึกนี้ให้ลูก ๆทราบ เช่นพูดว่า แม่ขอโทษที่แสดงกิริยาไม่สุภาพแบบนั้น แม่กำลังโมโห

                พฤติกรรมไม่สุภาพดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบกระเทือนมาก หรือลดความกระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิตของเด็ก ๆ ลงถ้าพ่อแม่มีเหตุผลให้ลูกเข้าใจ

                    8.    ทำให้ลูกคุณรู้สึกว่าเขา/เธอเป็นเด็กพิเศษ

การพยายามทำให้ครอบครัวมีความสุข หรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้น ในขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองต่างพยายามสร้างความใกล้ชิดในกลุ่มลูก ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ นั้น เรามักจะลืมไปว่าเด็กแต่ละคนต้องการความสัมพันธ์พิเศษ ตัวต่อตัว ของเขากับพ่อหรือแม่ สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการมากที่สุดก็คือพ่อหรือแม่พร้อมจะนั่งลงฟังเขาพูดเป็นการส่วนตัว เด็กต้องการความรู้สึกที่ยืนยัน ว่าเขากับพ่อหรือแม่มีความใกล้ชิด มีความเข้าอกเข้าใจ และสื่อกันได้อย่างแท้จริง เด็กวัยรุ่นจำนวนมากที่มาจากครอบครัวที่มีพี่น้องมากมายมักจะปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์เหงา ความไม่สามารถจะเข้ากับใครได้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ว่าเขาเองยังไม่สามารถสื่อกับคนใกล้ชิดที่สุดได้ เขาจึงไม่กล้าไม่มีความรู้สึกที่จะเปิดเผยอะไรกับใคร สาเหตุอีกประการหนึ่งที่พบมากคือ ในครอบครัวใหญ่ที่มีปัญหามากมาย เพราะส่วนใหญ่ได้มองข้ามความสัมพันธ์ ตัวต่อตัว ของลูก ๆ กับพ่อแม่ไป

                    9.    อย่าเล่นบทพระเจ้า

ในการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของลูกของเด็ก ๆ นั้น จำไว้ว่าเราไม่จำเป็นจะต้องเล่นบท พระเจ้า เจ้านาย และไม่ใช่ทั้งคนใช้  หรือผู้รับใช้ของลูก ๆ ไม่ต้องกลัวที่จะแสดงอารมณ์หรือระบายความรู้สึกที่คุณมีต่อลูกให้เขารับรู้ การแบ่งปันอารมณ์ความรู้สึกทั้งทางบวกทางลบให้ลูก ๆ รับรู้จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ลูก ๆ มีความกล้าที่จะแสดงออกความรู้สึก และอารมณ์ให้พ่อแม่รับรู้จักเขามากขึ้นเช่นกัน และแน่นอนที่บ่อย ๆ พ่อแม่อาจรู้สึกขัดตาขัดใจต่อพฤติกรรมดังกล่าวที่ดูจะขัดต่อมาตราฐานการอบรมเลี้ยงดูที่ตนผ่านมาในอดีต แต่การที่พ่อแม่ต้องการให้ลูก ๆ ยอมรับตนในฐานะของ ปุถุชนคนหนึ่ง ไม่ใช่พระเจ้าหรือผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีการทำผิดใด ๆ  พ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับลูก ๆ ในฐานะของคนคนหนึ่งเช่นกัน

ในการรับรู้หรือรับฟังและยอมรับในการแสดงออกของลูก ๆ พ่อแม่ต้องระวังที่จะไม่ให้เป็นการวกวนหรือโน้มน้าวการตัดสินใจของเขามาอยู่ในการควบคุมของพ่อแม่ เช่นเมื่อลูกบอกว่าเขาคิดจะทำอะไรอย่างไร พ่อแม่จะพูดว่า ...ก็ดี เป็นความคิดที่ดี แต่คงจะดีกว่าถ้าจะทำโดยวิธีนี้!” นั่นคือวิธีที่พ่อแม่ทำ ไม่ใช่วิธีของลูก ด้วยลักษณะวิธีดังกล่าวเท่ากับเป็นการทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กไป ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนลักษณะการไม่ยอมรับเป็นเงียบเสียไม่โต้ตอบฟังเฉย ๆ จะเป็นการแสดงการยอมรับที่ช่วยให้เด็ก ๆ คิดได้ว่าเขาควรจะตัดสินใจทำอะไรอย่างไรต่อไป และด้วยวิธีนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโต

ถึงกระนั้นก็ขอแนะนำผู้ปกครองให้รู้จักใช้คำพูดให้กำลังใจส่งเสริมสนับสนุนให้เด็ก ๆ เผชิญกับปัญหา แต่ไม่ใช่การใช้คำพูดเพื่อใช้บังคับให้ลูก ๆ ทำตามความคิดของพ่อแม่ แต่เป็นคำพูดที่ช่วยให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็น เช่น ไหนเล่าไปซิ...พ่อกำลังฟัง...อืฮม! ฟังดูน่าสนใจมาก...พ่อรู้สึกว่านี่มันสำคัญมากสำหรับลูกนะ...

ด้วยวิธีนี้เด็กจะยอมรับปัญหาของเขาเองและพยายามหาทางแก้ไขด้วยตนเอง การฝึกเป็นนักฟังที่ดีเป็นเรื่องจำเป็นในการเรียนรู้ที่จะเข้าใจและสื่อเข้าถึงเด็ก ๆ ขณะเดียวกันแสดงถึงความใส่ใจและสมาธิที่พ่อแม่ตั้งใจจะให้กับลูก ๆ และด้วยวิธีนี้จะดึงให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเข้ามาใกล้ชิดกันขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน แต่ผลที่ตามมาคือ ความเข้าใจที่คุ้มกับความพยายาม

                     10.  สนุกกับการเป็นพ่อแม่

จิตแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่เฝ้าวิตกกังวลว่า ลูก ๆ จะเติบโตขึ้นเป็นอย่างไรในอนาคต จนลืมที่จะสนุกกับการเป็นพ่อแม่ในปัจจุบัน!”

ในสังคมและครอบครัวไทยโบราณบริเวณบ้านมักจะมีนอกชานให้พ่อแม่ลูกนั่งคุยกันในยามค่ำหลังอาหาร แม่จะเล่านิทานให้ลูก ๆ ฟัง เป็นการสร้างบรรยากาศความใกล้ชิดในครอบครัวซึ่งต่างออกไปจากสมัยปัจจุบันที่พ่อแม่ต้องทำมาหากิน หาความสะดวกสบายให้ลูกแล้วปล่อยลูกไว้กับตู้ทีวีให้คอยอบรมสั่งสอนแทนและเวลาที่อยู่พร้อมหน้ากันในห้องสี่เหลี่ยมในบ้าน บรรยากาศจะมีความขัดแย้งการถกเถียงใส่อารมณ์เข้าหากัน

ในประเทศออสเตรเลียพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มเรียนรู้การเป็นพ่อแม่แบบกรีกและอิตาเลี่ยนที่มักจะพาลูก ๆ ออกไปนั่งพักผ่อนที่นอกชานยามค่ำคืน ครอบครัวของเราเองก็เช่นกัน คงต้องการแบบนี้กันมากขึ้นเวลาที่พ่อแม่ลูกจะนั่งหยอกล้อพูดคุยกันนาน ๆ หลังอาการเย็น

เวลาแห่งการเป็นพ่อเป็นแม่นั้นมันสั้นนัก เผลอครู่เดียวลูก ๆ ก็โตกันหมดเพราะฉะนั้นจงใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพื่ออนาคตของลูก ๆ เพื่อความฝันของคุณจะได้เป็นจริงและเพื่อตักตวงความสุขของการเป็นพ่อแม่ให้เต็มที่ก่อนที่เวลาเหล่านั้นจะหมดไปและโปรดจำไว้ว่าอะไรที่คุณทำวันนี้อาจเปลียนวิถีชีวิตของลูก ๆ คุณได้!

ศูนย์ฮอทไลน์

 

     
 
 


Count : 105,386


© 2012 Dek Dek. All Rights Reserved.