หน้าหลัก
ความเป็นมา
หนังสือแนะนำ
กฎหมายเด็กและครอบครัว
แนะหนู
กิจกรรม
ติดต่อเรา
 
 

มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์  เปิดให้บริการปรึกษาปัญหาชีวิต  ครอบครัว  คู่สมรส  วัยรุ่น   ความรัก  และ  โรคเอดส์  ทางโทรศัพท์  นัดมาพบ  ทางจดหมาย  ตลอดจนผ่านทางรายการโทรทัศน์  วิทยุ  และเวบไซด์แห่งนี้(3 ปี)  มาเกือบ  30  ปี  โดยกลุ่มเป้าหมายที่หญิงชายและวัยรุ่น  ทุกระดับชั้นการศึกษาและสถานภาพทางสังคม  ซึ่งไม่ได้เน้น  ไม่ได้ระบุปัญหาของเด็ก  ๆ  อายุระหว่าง แรกเกิด  ถึง  11  ปี  แต่ในปัญหาครอบครัวที่มาปรึกษา  จำนวนมากมีลูกเล็ก  หรือยังเด็ก  ๆ  อยู่มาก  ซึ่งนักจิตวิทยาก็ไม่ปฏิเสธที่จะให้คำปรึกษาแนะนำไปด้วย  และยิ่งวันเวลาผ่านไป  เราก็พบว่า เราได้เรียนรู้แลกเปลี่ยน  เพิ่มพูนประสบการณ์  ทั้งจากการเลี้ยงดูลูก  ๆ  ของเรา  และรับฟังเรื่องราวปัญหาของลูก  ๆ  ของผู้ที่มาปรึกษา  และหากศูนย์ฮอทไลน์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2528  ถึงวันนี้หากเปรียบเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมา  ก็ถือว่า  มีอายุเกือบสามสิบปี    ซึ่งได้ผ่านพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ  จนมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในระหว่างปี  พ.ศ.  2544  ถึง  พ.ศ.  2554  นั้นมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์  ไ ด้ผลิตรายการ  ”หน้าต่างสังคม” โดยนำเสนอเรื่องราวจากประสบการณ์จริงในครอบครัวที่ผู้มาปรึกษาขอคำแนะนำ  ทำให้จำนวนผู้ที่มาปรึกษาเรื่องปัญหาเด็ก  ๆ  หรือลูกเล็ก  ๆ  มากขึ้น  เนื่องจากพ่อแม่ปัจจุบันส่วนใหญ่ แม้ลูกยังเล็ก  แต่ก็ต้องออกไปทำงานเพื่อเพิ่มรายได้  และการที่จะส่งเสียลูก  ๆ  ให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้น  ราคาค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นมากกว่าที่ผ่านมา    นอกจากนั้นการที่เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี่ได้มากกว่าเด็กรุ่นเก่า  ทำให้เกิดปัญหาการลอกเลียนพฤติกรรมของผู้ใหญ่ผ่านทางรายการโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสม  หรือเด็กจำนวนมาก ติดเกมส์  ติดเพื่อน หรือเรียกร้องที่จะมีมือถือตั้งแต่อยู่ชั้นประถม  หรือกรณีที่นักลงทุนธุรกิจทั้งหลาย  ได้พยายามใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ด้วยนำมาเป็น  “เครื่องมือในการโฆษณา” เพื่อขายผลิตภัณฑ์เด็ก  หรือเด็กเล็ก  ๆ  ก็ยังมีแฟชั่นของเด็กเล็ก   กลายเป็นปัญหาและภาระที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับพ่อแม่ 

เพราะฉะนั้น  ปัญหาของเด็ก  ๆ  จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญมากส่วนหนึ่งที่ระบุไว้หรือรวมไว้เป็นปัญหา”ครอบครัว” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม  ทีมงานมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ จะได้นำเรื่องราวของปัญหาการเลี้ยงดูลูกเล็ก  หรือเด็กเล็กแรกเกิด จนถึงอายุ  11  ขวบ  ไว้ในเวบ  www.dekdek.com แห่งนี้เพื่อจัดหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการค้นคว้าหาข้อมูลในการเลี้ยงดูลูกเล็กให้เหมาะสม 

เด็กในครรภ์
เมื่อครั้งที่ศูนย์ฮอทไลน์เพิ่งเปิดบริการได้ไม่นาน   มีวัยรุ่นที่มีปัญหาครอบครัวทุกข์โศก  เครียด  ซึมเศร้า  โกรธเกลียดพ่อแม่และตัวเอง  เข้ามาปรึกษาจำนวนมาก  ในจำนวนนี้มีเด็กหนุ่มวัย  22  ปี  กำลังเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่  เรียนมาสามสีปีก็ยังไม่ไปไหน  สอบผ่านหน่วยกิจไม่มาก  เขาระบุปัญหาเขาว่า  “ผมมีความเครียดมาก  เครียดมาตั้งแต่ในท้องนั่น  พี่เข้าใจไหม  เครียดตั้งแต่ในท้องนั่น?”  แล้วเขาก็พร่ำพูดถึง  “แม่”  ซึ่งตั้งครรภ์ในขณะที่ยังไม่พร้อม  พ่อเด็กไม่ได้ต้องการลูก  แต่การที่แม่ตัดสินใจเก็บเขาไว้กลายเป็นความผิดที่ถูกทั้งพ่อแม่ตัวเอง  ญาติพี่น้องและ ฝ่ายชายดุด่ากระทบกระแทกแดกดันเช้าเย็น  ความทุกข์  เครียด  วิตกกังวลและการที่ไม่มีเงินพอจะบำรุงตัวเอง  ทำให้เมื่อคลอดเขาออกมา  ลูกน้ำหนักตัวน้อย  สุขภาพไม่ดี  งอแง  อ่อนแอและกลายเป็นปัญหาสำหรับทุกคน

เด็กหนุ่มรู้สึกตัวเองไม่เป็นที่ต้องการ  สุขภาพกายไม่ค่อยแข็งแรง  มีโรคหวัดภูมิแพ้ร่างกายพร้อมจะรับโรคตลอด  นอกจากนั้นยังเติบโตขึ้นมาอย่างขาดแคลน  ทั้งสถานที่อาศัย  อาหารการกินและการศึกษา  แม้แม่พยายามจะดูแลเขาเท่าที่ทำได้  แต่เพราะอายุน้อย  เรียนไมจตบ  และพ่อแม่โกรธที่ส่งไปเรียนกลับตั้งท้อง จึงไม่ให้อภัย  และไม่ใส่ใจหลานที่เกิดมาคือตัวเขา  ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง  ท้อแท้มาแต่เด็ก   และไม่รู้สึกว่าตัวเองปกติเหมือนคนรุ่นเดียว  เขาสรุปว่า  ที่เป็นทั้งหมดนี้  เพราะสุขภาพจิตของแม่  ทุกข์และเครียด  จึงได้ถ่ายทอดมาถึงเขาตั้งแต่อยู่ในครรภ์!

สมัยนั้นยังไม่มีการทำวิจัยในเรื่องนี้  ทำให้ผู้เขียนฟังที่เขาพูดแล้ว  ก็ยังไม่สรุปว่า  จะเป็นไปได้ที่อารมณ์ของแม่ขณะตั้งครรภ์จะสามารถถ่ายทอดผ่านไปถึงลูกได้ ต่อมาไม่นานจึงมีผลงานวิจัยออกมาจำนวนหนึ่งโดยเน้นที่การมีส่วนร่วมของ”พ่อ”  หรือฝ่ายชายในการแบ่งเบาความรู้สึกเครียดกังวลของภรรยาที่ตั้งครรภ์  มีการสอนให้”แม่” ลูบคลำท้องและพูดคุยกับลูกในท้อง  โดยเฉพาะหลังเด็กในครรภ์อายุ  6  เดือนไปแล้ว  มีการสนับสนุนให้ฝ่ายชายเข้าอยู่ในห้องที่ทำคลอดเพื่อเป็นกำลังใจให้ภรรยาขณะคลอด ฝึกออกกำลังกายเพื่อให้คลอดง่าย  ตลอดจนใช้ไฟฉายส่องนำทางให้เด็กในครรภ์หันไปมองตามแสงไฟ

ซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้  หากมองย้อนกลับไปในสังคมครอบครัวไทย  คนไทยโบราณจะสอนหญิงตั้งครรภ์ให้จัดการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด  ทำงานเย็บปักถักร้อยหรือทำงานฝีมือสวย  ๆ  งาม  ๆ  เพื่อให้จิตใจจะได้เบิกบานมีความสุขเป็นการเตรียมรับเด็กที่จะเกิดมา   พ่อแม่จะสอนสั่งให้ทำใจให้สบาย  ไม่โกรธไม่วิตกกังวล  โดยให้เหตุผลว่า  หากแม่ปฏิบัติตนดีมีความสุข  ลูกเกิดมาจะแข็งแรงเลี้ยงง่าย  ซึ่งอาจฟังดูเป็นความเชื่อมากกว่าเป็นเหตุเป็นผล  ทว่างานวิจัยสมัยใหม่กลับไปสอดคล้องกับความเชื่อของคนสมัยก่อนได้

เด็กแรกเกิด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า   “มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐสุดได้  ถ้าผ่านการฝึกฝนอบรม”  นั่นหมายความว่า  หากไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอบรม  อาจจะไม่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ  ตรงกันข้ามอาจกลายเป็นสัตว์ที่ชั่วร้ายกว่าสัตว์ทั่วไปได้   “สัตว์”  อื่น  ๆเมื่อเกิดมา  สามารถลุกขึ้นเดินตามพ่อแม่  หรือลงน้ำว่ายน้ำได้  หรือหากต้องการความช่วยเหลือฟูมฟักจากพ่อแม่ก็ไม่นาน  มีขีดจำกัดในการพัฒนา   ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือฟูมฟักเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือมนุษย์ด้วยกันเป็นระยะเวลาหลายปีดังเช่น  ที่มนุษย์หรือคนเราตั้งแต่แรกเกิดออกมาจากท้องแม่ต้องการ    เพราะในช่วงที่ยังต้องการการประคบประหงมดูแลอย่างใกล้ชิด  เพื่อฝึกฝนให้เป็นคนดี  มียังสามารถดำเนินการการพัฒนาศัยภาพตนเองจนถึงขีดสุดได้   ดังในกรณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงพัฒนาตัวเองจนได้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธที่มีผู้คนทั่วโลกให้การเคารพยกย่องบูชา  และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ 

นั่นคือตั้งแต่แรกเกิด  เด็กต้องการการฟูมฟักเลี้ยงดู  ใส่ใจอย่างใกล้ชิด  จนถึงวัยที่พูด  เดิน  ช่วยเหลือเรื่องอาหารการกินและทำความสะอาดร่างกาย  แต่ก็ยังไม่สามารถหากินเองได้  ต้องพึ่งพิงพ่อแม่ในการเลี้ยงดู  อบรมสั่งสอนส่งไปศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้เกิดทักษะความรู้ในการดูแลตัวเองได้  และบนเส้นทางแห่งการอบรมเลี้ยงดูฝึกฝนนี้   เด็ก  ๆ  สามารถพัฒนาไปได้มากน้อยแค่ไหน  ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของพ่อแม่  สติปัญญาของเด็ก  และสิ่งแวด้ล้อมที่อาจชักนำให้เด็ก  พลัดหลงทางไปได้ไม่มากก็น้อย  โดยเฉพาะคุณภาพความเข้าใจในการเริ่มต้นดูแลเด็ก  ตั้งแต่แรกเกิดเรื่อยมา  จึงมีคำพูดโบราณระบุว่า  “เลี้ยงลูกอย่างไร  ก็ได้อย่างนั้น  เฉกเช่นการปลูกต้นไม้  ปลูกต้นอะไรก็ได้ผลของต้นนั้น!”

 
 


© 2012 Dek Dek. All Rights Reserved.